posttoday
แก้ปมบัตรเติมเงินวัดกึ๋น กสทช.

แก้ปมบัตรเติมเงินวัดกึ๋น กสทช.

04 กุมภาพันธ์ 2556

ทั้งจุดพลุ ทั้งตีปี๊บอย่างครึกโครมมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ว่าปีนี้จะเป็นปีทองในการคุ้มครองผู้บริโภคของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่ถึงวันนี้ กสทช.ยังไม่สามารถดูแลผู้บริโภคได้ ในทางกลับกันมีแนวโน้มดูแลค่ายมือถือ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการมากกว่า

ทั้งจุดพลุ ทั้งตีปี๊บอย่างครึกโครมมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ว่าปีนี้จะเป็นปีทองในการคุ้มครองผู้บริโภคของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่ถึงวันนี้ กสทช.ยังไม่สามารถดูแลผู้บริโภคได้ ในทางกลับกันมีแนวโน้มดูแลค่ายมือถือ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการมากกว่า

ที่กล่าวข้างต้น เพราะมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้กำหนดวิธีปฏิบัติเพิ่มเติมเรื่องบัตรเติมเงิน (พรีเพด) คือ เมื่อผู้บริโภคเติมเงินพรีเพดทุกมูลค่า ต้องได้รับเวลาใช้งานไม่น้อยกว่า 30 วัน และสะสมได้สูงสุดไม่น้อยกว่า 365 วัน หรือ 1 ปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กสทช.ห้ามผู้ประกอบการกำหนดวันหมดอายุบนบัตรเติมเงิน

ข้อกำหนดตามประกาศเรื่องมาตรฐานสัญญาการให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ที่ผู้ประกอบการพึงปฏิบัติ มี 3 ข้อหลัก คือ 1.ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการประเภทเสียงภายในประเทศ อัตราค่าบริการต้องไม่เกิน 99 สต.ต่อนาที รวมทั้งค่าบริการในลักษณะเหมาจ่าย (โปรโมชัน) เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกิน 99 สต.ต่อนาที

2.ให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายยกเลิกวันหมดอายุในระบบสำหรับหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน (พรีเพด) โดยซิมการ์ดแบบเติมเงินจะไม่มีการกำหนดวันหมดอายุ

3.ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยกำหนดให้การขอเปิดหมายเลขใหม่เพื่อใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบเติมเงิน (ซิมพรีเพด) ทุกครั้ง ทุกค่ายจะต้องเรียกเก็บข้อมูลจากผู้มาขอเปิดใช้บริการคือเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก

แน่นอนว่า แม้จะมีประกาศออกมาแล้ว แต่ผู้ประกอบการมือถือทุกค่ายไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีบัตรเติมเงิน ถือเป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้บริโภค เพราะแม้จะมีเงินอยู่ในบัตร แต่หากวันหมดอายุ ก็ไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินทั้งระบบ คิดเป็นสัดส่วน 92% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด หรือประมาณ 82 ล้านราย เพราะฉะนั้น เงินของผู้บริโภคที่อยู่บัตรเติมเงินนั้นมีมูลค่ามหาศาลกว่าพันล้านบาท

หลังจาก กสทช.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ได้เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายและสั่งปรับผู้ประกอบการ หากพบกรณีกำหนดวันหมดอายุในบัตรเติมเงิน ปรับ1 แสนบาท กรณีการไม่เก็บข้อมูลผู้ใช้อีก 8 หมื่นบาท ให้มีผลตั้งแต่วันที่30 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา แต่ผู้ประกอบการทุกรายยื่นอุทธรณ์คำสั่งของ กสทช. ขณะที่บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทรูมูฟ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอคุ้มครองระงับการจ่ายค่าปรับจนกว่าการเจรจากับ กสทช.จะยุติ แต่ศาลได้มีมติไม่รับคำร้องในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา กสทช.จึงเดินหน้าเรียกเก็บค่าปรับต่อไป และกำหนดเส้นตายเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา

แต่คำขู่ไม่เป็นผล ผู้ประกอบการเกือบทุกค่ายยังกำหนดวันหมดอายุในบัตรเติมเงิน และคิดค่าบริการที่สูงกว่า 99 สต.ต่อนาที ล่าสุด ทำให้ยอดค่าปรับของทั้งสามค่ายรวมกันในวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา กว่า 134 ล้านบาท

แม้สุดท้ายแล้วผู้ประกอบการทั้งสามรายจะยื่นหนังสือเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของ กสทช.ไปแล้ว แต่ปรากฏว่า วันที่ 11 ม.ค. 2556 เอไอเอส ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองฉุกเฉินและร้องว่าการเก็บเงินค่าปรับของ กสทช.ที่สูงถึง 1 แสนบาทนั้นไม่เป็นธรรม เพราะกฎหมายกำหนดเพดานขั้นต่ำไว้ที่ 2 หมื่นบาทเท่านั้น

ศาลพิจารณาแล้วให้คู่กรณีมาชี้แจงประเด็นเรื่องค่าปรับเพิ่มเติมในวันที่ 11 ก.พ.นี้

กรณีบัตรเติมเงิน จึงเหมือนจะจบ แต่ก็ยังไม่จบ แถมมติบอร์ด กทค. เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา กลับไปกำหนดเงื่อนไขในบัตรเติมเงินเข้าไปอีก อย่างนี้ที่ กสทช.ต้องการสร้าง (ภาพ) ให้เป็นปีทองของการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ต้องมาพิสูจน์กันว่าจริงใจขนาดไหน โดยวัดกันที่การแก้ปัญหาบัตรเติมเงินก่อนเป็นอันดับแรก

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน