
ทุนไหลเข้าดันหุ้นจ่อทะลุ 1,500 จุด
ดัชนีหุ้นไทยจ่อทะลุ 1,500 จุด หนุนโดยปัจจัยดังนี้
ดัชนีหุ้นไทยจ่อทะลุ 1,500 จุด หนุนโดยปัจจัยดังนี้
ประการแรก สภาพคล่องในระบบการเงินโลกท่วมท้นบรรดาธนาคารกลางสำคัญตั้งแต่ยูโรโซน (ECB) สหรัฐอเมริกา(เฟด) อังกฤษ (BOE) และญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงมาตรการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ
มติที่ประชุมเฟดล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอกย้ำจุดยืนทำQE ผ่านการซื้อตราสารหนี้เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐและไม่ส่งสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่า จะยกเลิก QE ในสิ้นปีนี้ ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นเดิมพันกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐกดดันให้ BOJ ทำ QE เพิ่มเติม และปรับขึ้นเป้าหมายเงินเฟ้อเป็น 2%
ประการที่ 2 นักลงทุนมีความคาดหวังเชิงบวกมากขึ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหรัฐและจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ
ปลายสัปดาห์ก่อน สหรัฐรายงานดัชนี ISM ที่บ่งชี้กิจกรรมในภาคอุตสาหกรรม ขยับมาอยู่ที่ 53.1 ในเดือน ม.ค. นับเป็นการขยายตัวดีที่สุดในรอบ 9 เดือน
ตัวเลขการจ้างงานก็ดีเกินคาดเช่นกัน การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 แสนตำแหน่ง/เดือน ในช่วง 3 เดือนหลัง โดยเพิ่มขึ้น 2.47:1.96 และ1.57 แสนตำแหน่ง ในเดือน พ.ย.ม.ค. ตามลำดับ อัตราการว่างงานเดือนล่าสุดอยู่ที่ 7.9% ก่อนหน้านี้ ภาคที่อยู่อาศัยก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทั้งยอดขายและราคาบ้าน
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น แรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.3% ในปี 2555 ยังห่างจากเพดาน 2% ที่เฟดตั้งไว้ จึงเปิดทางให้เฟดคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวต่อเนื่อง
ด้าน GDP จีน หลังชะลอตัวมา 7 ไตรมาส เริ่มกระเตื้องขึ้นเป็นครั้งแรกในไตรมาส 4 โดยขยายตัว 7.9% และถูกคาดหมายจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ว่า จะขยายตัว 8.1% ในไตรมาสแรกปีนี้
รายงานตัวเลขภาคบริการที่คิดเป็น 45% ของ GDP จีน ขยายตัวดีสุดในรอบ 6 เดือน ในเดือน ม.ค. ส่วนภาคการผลิตยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แม้จะชะลอลงบ้างในเดือน ม.ค.
จีนเป็นผู้ใช้และผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์อันดับ 1 ของโลก จีนยังเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจึงมีบทบาทชี้นำตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้นเอเชีย
การกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้เคียง 0% และมาตรการ QEของประเทศหลัก ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังตลาดเกิดใหม่ เพื่อแสวงหาผลกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยขณะที่เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่มีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดีกว่าของประเทศหลัก มีส่วนดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้ามาเพื่อแสดงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกปลายปี 25512552 นักลงทุนสถาบันทั่วโลกได้ลดการถือครองหุ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และโยกเงินไปพักไว้ในพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง จนถึงปัจจุบันระดับการถือครองหุ้นยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก
ล่าสุด ผลตอบแทนจากตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำ และเสี่ยงที่จะแพ้เงินเฟ้อ ขณะที่มีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 34 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับพอร์ตลงทุน โดยลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ และหันไปถือหุ้นมากขึ้น
การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่นั้น การเปลี่ยนแปลงเพียง 5% ของสินทรัพย์ที่ลงทุนในประเทศหลัก จะทำให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายไปตลาดเกิดใหม่มากถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ! ซึ่งมากเป็น 2 เท่าของเงินไหลเข้าในปี 2553
สภาพคล่องส่วนเกินอันเป็นผลพวงจากการแข่งกันอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้หนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกแกว่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปี ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปสูงสุดในรอบ 5 ปี และ 2 ปี ตามลำดับ ขณะที่ของบ้านเราสูงสุดในรอบ 17 ปี
ณ ดัชนี 1,499 จุด หุ้นไทยเทรดที่พีอี 19.59 เท่า ของกำไร 4 ไตรมาสย้อนหลัง แต่จะลดลงมากหลังประกาศงบไตรมาส 4 ปี 2555 เนื่องจากฐานกำไรไตรมาส 4 ปี 2554 ถูกกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม ยิ่งหากใช้ประมาณการกำไรปี 2556 ที่คาดว่าจะโตอีก 1720% จะดึงค่าพีอีลงเหลือ 13.8 เท่า
ดัชนีหุ้นไทยปี 2556 มีโอกาสไปได้ไกลถึง 1,550 จุด หนุนโดยภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นที่จะช่วยภาคส่งออก การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ของการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การบริโภคที่ยังขยายตัวดี
ท่ามกลางแนวโน้มเงินทุนไหลเข้า อาจผลักให้ตลาดหุ้นวิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ธนชาตประเมินไว้ที่ 1,550 จุด เช่น หากขึ้นไปซื้อขายกันที่พีอี 16 เท่า ของประมาณการกำไรปี 2556 ดัชนีจะอยู่ที่ 1,650 จุด และหากขึ้นไปจนถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2556 เหลือ 3% ดัชนีจะอยู่ที่ 1,700 จุด!
แม้เงินทุนจะมีทิศทางไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ แต่ “ฮอตมันนี่”เข้าง่าย ก็ออกง่าย ความผันผวนจึงเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ แนะใช้กลยุทธ์ “Let profit run” คือปล่อยให้พอร์ตลงทุนแกว่งขึ้นไปตามดัชนีตลาด และขยับจุดหยุดกำไรขึ้นมาอยู่ที่ 1,470 จุด และควรเลือกหุ้นที่ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโต และทนแรงเสียดสีจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ เช่น AOT BGH BTS CPALL GLOBAL GUNKUL INTUCH JAS VGI เป็นต้น
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ







