
ค่าเงินบาทแข็งดันหุ้นขึ้นต่อ
ดัชนี PMI ภาคการผลิตของประเทศขนาดใหญ่ในเดือนม.ค.2556 เติบโตดีขึ้น...บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ดัชนี PMI ภาคการผลิตของประเทศขนาดใหญ่ในเดือนม.ค.2556 เติบโตดีขึ้น...บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนม.ค.56 ของสหรัฐที่ขยายตัวเป็น 56.1 จาก 54.0 ในเดือนธ.ค.55 ส่วนของจีนปรับขึ้นสู่
ระดับสูงสุดในรอบ 24 เดือนที่ 51.9 และเพิ่มขึ้นจาก 51.5 ในเดือนธ.ค.55 สำหรับดัชนี PMI เบื้องต้นรวมทั้งภาคการผลิตและ
ภาคบริการของเยอรมนีในเดือนม.ค.56 พุ่งขึ้นแตะ 53.6 จาก 50.3 ในเดือนธ.ค.55 นำโดย PMI ภาคบริการที่เติบโตแข็งแกร่ง
เดือนม.ค.56 เฟดขยายงบดุลสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ตลาดประเมินไว้...ส่งภาพบวกต่อตลาดหุ้น เราพบว่าในช่วง 26 ธ.ค.55
– 23 ม.ค.56 (4 สัปดาห์) พบว่าสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่มขึ้น 104,474 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการ
ขยายงบดุลมากกว่าค่าเฉลี่ยที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บ่งชี้ถึงสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่สูง
และเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกื้อหนุนการปรับขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย (SET Index +4.4%MTD) ทั้งนี้นัก
เศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ต่อไปอีก 12 ปีข้างหน้าเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว
ได้อย่างต่อเนื่อง
เงินบาทแข็งค่า...ตลาดหุ้นขึ้น จากการศึกษาของ Quant Team DBSV Vickers (Thailand) พบว่าในช่วงม.ค.44ม.ค.56
การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐมีความสัมพันธ์กับการปรับขึ้นของ SET Index อย่างชัดเจน (R2 =
30.45%) และในช่วงเดือนม.ค.56 (MTD) พบว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแล้วประมาณ 2.6% ขณะที่
SET Index ปรับขึ้นราว 5%MTD ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลและความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวแปรในอดีต (ดูได้จากกราฟด้านล่าง
นี้) ทั้งนี้การแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ โดยหลักมาจากการที่มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เมื่อสภาพคล่อง
ในระบบการเงินโลกเพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางประเทศชั้นนำต่างๆ และการที่อัตราดอกเบี้ยในระบบต่ำ
มากเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในช่วงม.ค.44พ.ย.55 ที่มีข้อมูล REER ทาง Quant Team แทบไม่เห็น
ความสัมพันธ์ระหว่าง Real Effective Exchange Rate (REER) กับ SET Index เลย (R2 = 0.011%)เราเชื่อว่าทางการไทยจะยังไม่ออกมาตรการ Aggressive ในการสกัดเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนใน
ตลาดหุ้น เนื่องจากการไหลเข้ามาลงทุนเม็ดเงินเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินของโลก โดยไม่ได้มีการ
ฝืน Trend ในลักษณะของการเก็งกำไรที่มากเกินไป และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ 5% & กำไรของบจ.ในปี 2556 ที่
ฝ่ายวิจัยฯ DBSV คาดการณ์ไว้ 15% ยังรองรับการปรับขึ้นของ SET Index ได้ โดย ณ ระดับดัชนี 1461 จุด ตลาดหุ้นไทยมี
ค่า P/E ปี 2556 เท่ากับ 13.75 เท่า และมี PEG 0.9 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นใน ASEAN Link อย่างสิงคโปร์และมาเลเซียมี P/E ปี
2556 สูงกว่าโดยอยู่ใกล้เคียงกันที่ 15 เท่า และมี PEG เท่ากับ 1.72.0 เท่า
หุ้นพื้นฐานแนะนำสัปดาห์นี้ เน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มสดใส ได้รับประโยชน์จากการบริโภค การลงทุน และ
การท่องเที่ยวที่ขยายตัวแข็งแกร่ง ไม่ถูกกระทบจากเงินบาทแข็งค่า และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในเกณฑ์ดี ซึ่ง
ได้แก่ BECL, TCAP และ ROJNA
# BECL : บริษัทจะเข้าซื้อหุ้น TTW อีก 11% (จากเดิมถือ 9%) ทำให้บริษัทจะเปลี่ยนการบันทึกรายได้จาก TTW ในรูป
เงินปันผลเป็นส่วนแบ่งกำไร ยังผลให้กำไรที่ได้จาก TTW จะเพิ่มขึ้นจาก 150 ล้านบาทต่อปี เป็น 480 ล้านบาท
ต่อปี นอกจากนั้นในปี 2556 บริษัทจะมีการปรับปรุงมูลค่าหุ้น TTW ที่ถืออยู่เดิม 9% ให้เป็นไปตามมูลค่า
ยุติธรรม ยังผลให้จะมีการบันทึกกำไรเข้ามาก้อนใหญ่ในงบกำไรขาดทุน 2.2 พันล้านบาท ทั้งนี้การเข้าซื้อ TTW
ส่วนเพิ่มต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 6 ก.พ.56 ก่อน นอกจากนั้นบริษัทยังมี Catalyst จาก
การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯของ CK Power (CKP) ด้วย ซึ่งหากบริษัทมีการขายหุ้นที่ถือบางส่วน
เข้าไปใน IPO ก็จะมีกำไรที่รับรู้เข้ามาอีกก้อนหนึ่ง รวมทั้งมีกำไรที่ยังไม่รับรู้จากการถือหุ้นบางส่วนใน CKP
หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดฯแล้ว (ปัจจุบัน BECL ถือหุ้น CKP เท่ากับ 30%) สำหรับปี 2557 คาดว่าผล
ดำเนินงานปกติ (Core Profit) จะขยายตัวดีต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราค่าทางด่วนตั้งแต่ก.ย.56 เป็นต้นไป
แนะนำซื้อ โดยฝ่ายวิจัยฯ DBSV ปรับเพิ่มราคาพื้นฐานตามวิธี Sumofparts ขึ้นเป็น 46 บาท (เดิม 39 บาท)
คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2556 เท่ากับ 3.4%
# TCAP : เราคาดว่าสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ ที่ไม่ใช่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่
อยู่อาศัย และสินเชื่อบัตรเครดิต จะเป็นตัวหลักผลักดันการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมในอีก 12 ปีข้างหน้า ซึ่ง
จะช่วยสนับสนุนอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ (Assets Yield) ให้ขยายตัวสูงขึ้นในอนาคต เราคาดว่าจะจะ
บันทึกกำไรพิเศษจากการขาย TLIFE ในไตรมาส 1/56 ส่วนความกังวลเรื่องการเพิ่มขึ้นของ NPL จากโครงการ
รถยนต์คันแรก คาดว่าจะไม่มาก และมีโอกาสที่ NPL Ratio ณ สิ้นปี 2556 จะลดลงเพราะฐานสินเชื่อที่ใหญ่ขึ้น
แนะนำซื้อ โดยให้ราคาพื้นฐาน 43 บาท ซึ่งอิงกับ P/BV ปี 2556 ที่ 1.0 เท่า นับว่าอนุรักษ์นิยมมากเมื่อเทียบกับ
P/BV ในปี 2556 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ 2 เท่า คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2556 เท่ากับ 3.5%
# ROJNA : ลูกค้าให้ความสนใจซื้อพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ปราจีนบุรีของ ROJNA กันอย่างคึกคัก โดยขณะนี้บริษัทมี
ยอดจองซื้อที่ดินในพื้นที่นี้แล้วประมาณ 2.1 พันไร่ และมียอดขายพื้นที่ในนิคมที่จ.ระยอง 600 ไร่ รวมทั้งมี
ยอดขายที่ดินในนิคมจ.อยุธยาอีกประมาณ 100 ไร่ รวมเป็นยอดจองซื้อทั้งหมดประมาณ 2.8 พันไร่ ซึ่งบางส่วน
มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่บางส่วนยังไม่เซ็นสัญญาแต่เป็นความต้องการซื้อที่ค่อนข้างแน่นอน และด้วยความ
สนใจซื้อของลูกค้าที่มีมากในพื้นที่จ.ปราจีนบุรี บริษัทจึงจัดหาที่ดินมาเพิ่มอีก 2 พันไร่ (จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3
พันไร่) ดังนั้นจึงมีที่ดินเหลือพอขายในปี 2556 ต่อ ซึ่งคาดว่าจะขายที่ดินในนิคมจ.ปราจีนบุรีได้อีกอย่างน้อย 1
พันไร่ และในอนาคต มีโอกาสที่จะขยายพื้นที่นิคมจ.ปราจีนบุรีไปถึง 78 พันไร่ ส่วนที่ดินนิคมจ.อยุธยา ปัจจุบัน
มีพื้นที่เหลืออยู่ 700 ไร่ ก็มีโอกาสที่จะขายได้มากขึ้นเพราะปัจจุบันมีเขื่อนป้องกันน้ำท่วมยาว 77 กม.ล้อมรอบ
นิคมแล้ว นอกจากเรื่องการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมและ ROJNA ยังมี Catalyst จากการที่บริษัทจะเข้า
ร่วมประมูลเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่ (IPP) รอบใหม่กับพันธมิตรญี่ปุ่น ซึ่งจะเปิดประมูลโรงไฟฟ้า IPP
ช่วงเดือนก.พ.56 นี้ แนะนำซื้อ โดยให้ราคาพื้นฐาน 15.60 บาท ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯ DBSV คาดว่า Core Profit ในปี
2556 จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ตั้งบริษัทมาที่ 1.7 พันล้านบาท ก้าวกระโดดจากปี 2555 ที่มี Core Profit
เพียง 122 ล้านบาท คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2556 เท่ากับ 3%







