posttoday
"ความคาดหวังของคนไทยต่อแบงก์ชาติ"ภารกิจท้าทายผู้ว่าการธปท.

"ความคาดหวังของคนไทยต่อแบงก์ชาติ"ภารกิจท้าทายผู้ว่าการธปท.

01 กุมภาพันธ์ 2556

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธาน เปิดงาน Post Today Investment Expo 2013 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้กล่าวปาฐกถา เรื่อง “ภารกิจที่ท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทย” ว่า

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธาน เปิดงาน Post Today Investment Expo 2013 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้กล่าวปาฐกถา เรื่อง “ภารกิจที่ท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทย” ว่า

หัวข้อ “ภารกิจที่ท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทย” เป็นหัวข้อที่สำคัญและมีโอกาสบรรยายในหัวข้อนี้หลายครั้งด้วยกัน โดยส่วนใหญ่ผมจะเน้นทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และบทบาทของแบงก์ชาติในการดูแลเศรษฐกิจและระบบการเงินด้านต่างๆ

แต่สำหรับในวันนี้ อยากพูดประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นภารกิจที่ท้าทายมากของแบงก์ชาติ นั่นคือ ความ คาดหวังของคนไทยที่มีต่อแบงก์ชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้

ท่านผู้ว่าการ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยกล่าวไว้ว่า “หลักการที่สาคัญของธนาคารกลาง คือ เครดิต และ Faith คือ ความเชื่อถือกัน ทั้งภายในและภายนอก” ดังนั้น หากแบงก์ชาติไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่สมควรจะทำ ไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชนได้ จนความน่าเชื่อถือหดหาย แบงก์ชาติก็จะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจของธนาคารกลางให้ลุล่วงได้ ดังนั้น การตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญขององค์กรที่พึงทำได้

คำถามต่อมา คือ ประชาชนคาดหวังอะไรจากแบงก์ชาติบ้าง ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ แบงก์ชาติถูกคาดหวังให้ “พึ่งพาได้” ในเรื่องเศรษฐกิจการเงิน หากมีประเด็นด้านเศรษฐกิจเกิดขึ้น ประชาชนคาดหวังว่าแบงก์ชาติจะสามารถอธิบายสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ และหวังว่าแบงก์ชาติจะมีนโยบายที่ป้องกันหรือบรรเทาปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

แต่ในวันนี้ผมไม่ขอลงลึกในเรื่องภาวะเศรษฐกิจ เพราะเชื่อว่าทุกท่านสามารถได้ยินได้ฟังในโอกาสอื่นๆ เช่น การแถลงข่าวเศรษฐกิจประจำเดือน ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือการให้สัมภาษณ์ โดยผู้บริหารของแบงก์ชาติเป็นประจาอยู่แล้ว แต่ผมจะขอพูดถึงสิ่งที่แบงก์ชาติยึดเป็นแนวทางการทำงาน ซึ่งขอแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

“รู้ลึกและรู้รอบ” กับ “มองไกลและกล่าวเตือน”

“รู้ลึกและรู้รอบ” คือ เข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งของไทยและต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้การตัดสินใจทางนโยบายเป็นไปอย่างรอบคอบ รอบด้านและทันการณ์

“มองไกลและกล่าวเตือน” คือ ต้องมองเศรษฐกิจไปในอนาคตข้างหน้าอยู่เสมอ และเมื่อมีสัญญาณเศรษฐกิจบางประการที่ควรจับตามองหรืออาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ แบงก์ชาติควรจะเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่ออกมาเตือน แม้ความเสี่ยงจะยังไม่มากก็ตาม

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจในภาพใหญ่แล้ว ประชาชนทั่วไปหวังพึ่งแบงก์ชาติให้คุ้มครองและดูแลผู้ใช้บริการทางการเงินอีกด้วย (Consumer protection) ซึ่งแบงก์ชาติเองก็ตระหนักในบทบาทดังกล่าวและได้บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี โดยมุ่งหวังให้ประชาชนได้รับบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อ ให้รู้จักสิทธิของตนเอง สร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้บริการกับสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ให้บริการ รวมถึงร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อเผยแพร่ข่าวสารและเตือนภัยทางการเงินในรูปแบบต่างๆ

องค์กรที่เตรียมเศรษฐกิจให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง (Proactive)

การเป็นองค์กรที่พึ่งพาได้ในเรื่องเศรษฐกิจการเงินยังไม่เพียงพอ สาธารณชน ยังคาดหวังให้แบงก์ชาติมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ โดยเตรียมเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคต เพราะยุคนี้เป็น “ยุคแห่งการเชื่อมโยง” ทั้ง “การเชื่อมโยงในเรื่องเศรษฐกิจ” เช่น การเปิด AEC ในปี 2558 และ “การเชื่อมโยงด้าน IT” ที่มีบทบาทสูงขึ้นมาก

อย่างไรก็ดี การทำภารกิจให้บรรลุความคาดหวังของสาธารณชนนั้น แบงก์ชาติจำเป็นต้องรับฟังและเข้าถึงผู้คนในทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนรายย่อย

ก่อนอื่นขอเล่าย้อนความเล็กน้อยเมื่อปลายปีที่แล้ว แบงก์ชาติได้ทำการสำรวจว่าประชาชนเข้าใจการทำงานของแบงก์ชาติอย่างไรบ้าง ผลสำรวจพบว่าประชาชนรับรู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ในด้านต่างๆ ของแบงก์ชาติค่อนข้างดี แต่ในส่วนที่เป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ผู้ตอบส่วนใหญ่ต้องการให้แบงก์ชาติ “เข้าถึงผู้คน” มากขึ้น ทั้งในเรื่องการสื่อสารให้เข้าใจง่าย การมี ความเข้าใจภาคธุรกิจที่ลึกซึ้งขึ้นและการเข้าถึงภาคประชาชน

การสื่อสารต้องยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าท้ายของแบงก์ชาติ เพราะการสื่อการบ้าการสื่อสารกับประชาชนทั่วไปต้องใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่าย ชัดเจน เน้นสื่อสารในสาระสำคัญ แบงก์ชาติเองก็ตระหนักถึงประเด็นนี้และจะพยายามสื่อสารให้ดีที่สุดในทุกๆ ระดับ

โดยเห็นอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ แบงก์ชาติต้องการเข้าใจการทำงานของภาคธุรกิจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

ในการนี้แบงก์ชาติได้ส่งคณะผู้บริหารและพนักงานออกไปพบธุรกิจต่างๆ ทุกสาขา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปีหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 800 แห่ง เพื่อรับทราบข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจ กับทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาด กลาง และขนาดย่อม ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมาเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบาย

ยกตัวอย่าง เช่น การประเมินผลกระทบของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทในปีที่ผ่านมา นอกจากการดูตัวเลขสถิติในระดับมหภาค เช่น การจ้างงาน การเปิดปิดกิจการ จำนวนผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน แล้วแบงก์ชาติได้ลงไปติดตามผลกระทบถึงในระดับจุลภาค โดยได้พูดคุยกับผู้ประกอบการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ทำให้ทราบสถานการณ์มากมายที่อยู่เบื้องหลัง เช่น ธุรกิจ SMEs ที่ได้รับผลกระทบและปรับตัวไม่ได้จนต้องปิดกิจการก็มีอยู่จริง แต่ปัญหาขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาที่หนักหน่วงในทุกพื้นที่ของประเทศ ทำให้ธุรกิจดูดซับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างไว้ได้ หรือเห็นการปรับตัววิธีต่างๆ ของธุรกิจ และสามารถรองรับผลกระทบได้ดีระดับหนึ่ง เป็นต้น

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อแบงก์ชาติออกไปพบธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะประสบปัญหาเรื่องวงเงินเต็ม หรือที่เรียกกันว่าเกณฑ์การดูแลลูกค้ารายใหญ่ (Single lending limit) และไม่สามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้ เรามีโอกาสได้สร้างความเข้าใจว่าแบงก์ชาติระวังไม่ให้ธนาคารเกิดการสะสมความเสี่ยงที่มากเกินไป

อย่างไรก็ดี แบงก์ชาติก็เข้าใจถึงอุปสรรคนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาจึงได้ผ่อนผันให้ธุรกรรมบางอย่างไม่ถูกนับในวงเงินสินเชื่อของธุรกิจ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจมีวงเงินเหลือและคล่องตัวมากขึ้น เช่น ผู้ส่งออกที่นำตั๋ว Letter of credit มาขายลดให้กับธนาคารพาณิชย์ ก็ให้นับธนาคารผู้ออก Letter of credit ในต่างประเทศเป็นลูกหนี้แทน จากเดิมที่นับผู้ส่งออกเป็นลูกหนี้ เป็นต้น

ส่วนการเข้าถึงภาคประชาชน ที่แบงก์ชาติให้ความสำคัญมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคธุรกิจ โดยบรรจุเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี และได้จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) เป็นหน่วยงานหลักในการเข้าถึงประชาชนรายย่อย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และคำปรึกษาเกี่ยวกับบริการทางการเงินแก่ประชาชน รวมถึงการดูแลเรื่องร้องเรียน เป็นการให้บริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (One stop service) โดยเราได้จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้นทั้งที่กรุงเทพฯ และ 3 สำนักงานภาค ซึ่งได้แก่ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา และจัดให้มีโทรศัพท์สายด่วน 1213 เพื่อให้บริการทั่วประเทศ

สิ่งที่แบงก์ชาติให้ความสำคัญ คือ ความรู้ทางการเงินและการออม รวมถึงการวางแผนทางการเงิน ถือเป็นปัญญาทางการเงิน (Financial Literacy) ที่เราต้องการส่งเสริมให้เกิดขึ้น ซึ่งได้มีการดำเนินการผ่านหลายช่องทาง แบงก์ชาติพยายามคิดรูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องและเข้าถึงผู้คนในท้องถิ่นมากขึ้น เช่น การผลิตบทละครสั้นทางวิทยุด้วยภาษาท้องถิ่น สอดแทรกความรู้ทางการเงิน จำนวน 6 ตอน เผยแพร่ทางเครือข่ายวิทยุในภูมิภาค หรือการลงพื้นที่จัดบรรยายให้ความรู้ด้านการเงินแก่คุณครูและผู้นำชุมชน เพื่อให้ถ่ายทอดความรู้สู่นักเรียนและสมาชิกในชุมชนต่อไป ถือเป็นการทำน้อยแต่ได้มากและได้นาน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดในวันนี้ หากเปรียบเทียบแบงก์ชาติเป็นบุคคลหนึ่งคน แบงก์ชาติในความคิดของคนส่วนใหญ่อาจจะเป็นนักวิชาการที่รอบคอบ ยึดมั่นในหลักการ ฉลาดหลักแหลม แต่สื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก และดูเหมือนเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก

ภารกิจที่ท้าทายของแบงก์ชาติ จึงเป็นการปรับเปลี่ยนบุคลิกให้แบงก์ชาติเป็นคนที่เปิดเผย ใจกว้าง เข้าถึงได้ง่าย และสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจได้ อย่างชัดเจน ขณะที่ยังคงคุณสมบัติยึดมั่นในหลักการเอาไว

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี