
เอกชนดันรัฐเร่งเครื่องไอซีทีไทย ก่อนเปิดเออีซี
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
การผลักดันอุตสาหกรรมไอซีทีของไทยเริ่มดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น มีแนวทางที่จะมุ่งหน้าไปแบบลางๆ ขึ้นมาแล้ว ทั้งเรื่องการแพทย์สาธารณสุข และการท่องเที่ยว นั่นคือ ไทยจะเป็นฮับการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์ด้านการท่องเที่ยว นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแค่ที่ผ่านมามีเป้าหมายแต่ไร้การกระทำที่ชัดเจน จนปีที่ผ่านมาสมาคมด้านไอที ทั้งสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือเอทีซีไอ และสมาคมอุตสาห กรรมซอฟต์แวร์ไทย หรือเอทีเอสไอ 2 หัวหอกหลักเริ่มขยับตัวมากขึ้น สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า มีผู้อำนวยการเป็นตัวเป็นตน
แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ยังมีเส้นทางอีกยาวไกล อย่าลืมว่าหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม มีนโยบายที่แน่นอนและดำเนินการมานานแล้ว ทั้งการเป็นฮับด้านไอทีของภูมิภาคของสิงคโปร์ การเป็นผู้นำด้านมัลติมีเดียของมาเลเซีย และการจะพัฒนาบุคลากรไอซีทีให้ได้ 1 แสนคน
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ถ้าบอกว่าในฝั่งโทรคมนาคม มีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ที่มี สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ คอยวิพากษ์ถึงนโยบายและทิศทางโทรคมนาคมไทย แต่ในฝั่งไอทีเองกลับไร้สถาบันหรือบุคคลที่จะทำหน้าที่ผลักดันนโยบายใหม่ๆ หรือให้ความเห็นถึงโครงการต่างๆ นั่นคือที่มา และทำให้เอทีซีไอให้การสนับสนุนจัดตั้งสถาบันไอเอ็มซี และได้ ธนชาติ นุ่มนนท์ อดีตผู้อำนวยการซอฟต์แวร์พาร์คประเทศไทย มานั่งกุมบังเหียน ต่อไปจะได้เห็นการผลักดันนโยบายใหม่ๆ ผ่านสถาบันนี้มากขึ้น รวมถึงหากมีประเด็นร้อนที่ไม่ชัดเจน สถาบันนี้จะออกความเห็นเพื่อแสดงจุดยืนในทันที ดังนั้นต่อไปสมาคมอื่นๆ จะต้องเข้ามาร่วมด้วยเพื่อสร้างพลังในการแสดงออกให้มากขึ้น
แต่ระหว่างนั้นหน้าที่หลักของสถาบันไอเอ็มซี จะเน้นใน 3 ส่วนหลักเพื่อเสริมรากฐานให้กับอุตสาหกรรมไทย ก่อนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีจะมาถึง อันดับแรก คือ การรวมข้อมูลสร้างผลงานวิจัยด้านไอซีทีในประเทศไทย
ธนชาติ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของประเทศไทยก็คือ การขาดข้อมูลที่ถูกต้องในการวางแผนการนำไอซีทีเข้าไปใช้งาน ขาดทั้งข้อมูลของการใช้งาน ข้อมูลด้านบุคลากร และข้อมูลการสำรวจแนวโน้มต่างๆ โดยข้อมูลที่นำมาใช้ทั่วไปมักจะเป็นข้อมูลจากสถาบันวิจัยในต่างประเทศที่เน้นข้อมูลในภูมิภาคมากกว่าเจาะลึกข้อมูลในประเทศไทย อีกทั้งยังขาดการสร้างความตระหนักและการนำไอซีทีมาใช้งานอย่างถูกต้อง และขาดการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอีกด้วย
“ที่ผ่านมาไทยไม่มีงานวิจัยสำรวจอุตสาหกรรมของตัวเอง แต่อาศัยงานจากสถาบันวิจัยต่างประเทศ ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการสำรวจจะมาจากต่างประเทศ หรือเป็นข้อมูลของบริษัทต่างประเทศที่อยู่ในไทย ไม่ได้มาจากบริษัทไทยแท้ๆ โดยตรง นี่คือสิ่งที่สถาบันจะมุ่งเน้นเป็นประการแรก ซึ่งคาดว่าจะได้ผลออกมาในช่วงไตรมาสแรกนี้” ธนชาติ กล่าว
ภารกิจต่อมา คือ การพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีทั้งในส่วนผู้บริหารและด้านเทคนิค เพื่อเข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยี ต้องยอมรับว่าบุคลากรด้านไอซีทีเป็นงานที่ขาดแคลนทั้งในไทยและทั่วโลก มีความต้องการในตลาดสูงมาก ดังนั้นการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรออกมารองรับการเติบโตของตลาดคือเป้าหมายสำคัญ รวมถึงในอีกมิติหนึ่งคือการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร ให้เข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นอีกประการสำคัญ เพื่อสร้างให้เกิดการใช้งานไอทีในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ภารกิจสุดท้าย คือ การจับคู่ทางธุรกิจ เน้นผู้ประกอบการกลุ่มที่กำลังเติบโต เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่เออีซีในเวลาอีกไม่ถึง 3 ปี การจับคู่ระหว่างบริษัทไอทีด้วยกัน การจับคู่ระหว่างผู้พัฒนากับผู้ใช้ กล่าวได้ว่าต้องสร้างการจับคู่ธุรกิจในทุกมิติ และต้องสร้างทั้งภายในไทยและระหว่างไทยกับต่างประเทศด้วย เรียกว่าเป็นการต่อยอดบริการไปสู่ตลาดโลกที่ใหญ่กว่าแค่อาเซียน จุดเด่นของไอทีไทย เช่น ด้านการแพทย์ ด้านการท่องเที่ยว ด้านอุตสาหกรรมการผลิต ที่พัฒนามาเฉพาะทางในแต่ละธุรกิจ แต่ละอุตสาหกรรม เมื่อผนวกเข้ากับซอฟต์แวร์อื่นๆ จะได้มูลค่าเพิ่มที่สูงกว่า
กล่าวได้ว่าเอกชนไม่จำเป็นต้องรอนโยบายจากภาครัฐ แต่สามารถเริ่มเดินหน้าไปก่อนได้ ซึ่งจะเป็นการผลักดันให้ภาครัฐขยับตามไปด้วย
อดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมเอทีซีไอ กล่าวว่า ข้อมูลทางการตลาด การวิจัยและการพัฒนาไอทีมีความสำคัญมาก ที่ผ่านมามีการรวบรวมมาโดยตลอด จนกระทั่งระยะหลังที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บใหม่ทำให้ช่วงนี้ขาดความต่อเนื่องไป การร่วมมือกับสถาบันไอเอ็มซีจะมีส่วนช่วยให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มผู้ผลักดันและสนับสนุนอุตสาหกรรมไอทีไทย ให้สามารถก้าวทันโลกของการแข่งขันทั้งทางเทคโนโลยีและทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังจะเป็นการตอกย้ำในวิสัยทัศน์ของการเปิดกรอบ จัดรูปทางความคิดเพื่อโลกแห่งการปฏิรูปของไอทีในประเทศให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ เอทีซีไอยังได้สร้างความต้องการทางไอซีที โดยผนึกกับภาครัฐผ่านโครงการปีแห่งการสร้างความเติบโตของความต้องการทางด้านไอซีที ระยะเวลา 3 ปี (25562558) เพื่อสร้างความต้องการใช้งานด้านไอซีทีให้เกิดขึ้นให้กลุ่มอุตสาหกรรม หลักของประเทศ เช่น ภาครัฐ ในกลุ่มบริหารงานส่วนราชการ งานบริการท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“ภาคอุตสาหกรรมทั้ง 3 ส่วนนี้ยังใช้งานไอซีทีได้อีกมาก และต้องเลือกใช้งานระบบไอซีทีของไทย เพื่อสร้างการเติบโตให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยจะจัดงานสัมมนาเพื่อกระตุ้นความต้องการในหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น จัดงานแสดงเทคโนโลยีด้านไอซีทีสำหรับภาคการผลิตในอุตสาห กรรมหลักของประเทศ กลุ่มการแพทย์ กลุ่มโลจิสติกส์ และการใช้ในสถาบันการศึกษา” อดิเรก กล่าว
ภาคเอกชนรวมกลุ่ม แสดงจุดยืน ผลักดันความต้องการใช้งานไอซีที เพื่อสร้างอุตสาห กรรมไอทีให้เกิด และเสริมประสิทธิภาพให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ของประเทศอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องมาจากภาครัฐ แต่สุดท้ายการจะขยายตัวได้แบบก้าวกระโดด แรงสนับสนุนจากรัฐบาลคือปัจจัยสำคัญ







