
แนวคิดการลงทุนของ Benjamin Graham
ครั้งที่แล้วผมได้พูดถึง Dividend Portfolio ของ บล.เกียรตินาคิน ที่ออกแบบเหมาะสำหรับผู้ที่มีระยะเวลาการลงทุนมากกว่า 1 ปี และเน้นลงทุนเฉพาะหุ้นที่ให้ปันผลเยอะๆ (ไม่รู้อยู่ในความสนใจตอนนี้รึเปล่า เพราะช่วงนี้เห็นเน้นซื้อเร็ว ขายเร็ว กันซะเป็นส่วนใหญ่) โดยมีเป้าหมายที่อัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง มีเงินปันผลเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเงินปันผลเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของ SET
ครั้งที่แล้วผมได้พูดถึง Dividend Portfolio ของ บล.เกียรตินาคิน ที่ออกแบบเหมาะสำหรับผู้ที่มีระยะเวลาการลงทุนมากกว่า 1 ปี และเน้นลงทุนเฉพาะหุ้นที่ให้ปันผลเยอะๆ (ไม่รู้อยู่ในความสนใจตอนนี้รึเปล่า เพราะช่วงนี้เห็นเน้นซื้อเร็ว ขายเร็ว กันซะเป็นส่วนใหญ่) โดยมีเป้าหมายที่อัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง มีเงินปันผลเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเงินปันผลเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของ SET
ก็เลยมีคนสงสัยว่า หลักเกณฑ์ในการเลือกหุ้นของ บล.เกียรตินาคิน เทียบกับนักลงทุนอื่นแล้วเป็นอย่างไร ผมจึงขอนำหลักการคัดเลือกหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalue Stock) ของ Benjamin Graham ปรมาจารย์นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) โดยหลักการข้อที่ 15 จะประเมินเรื่องความเสี่ยง ข้อที่ 67 จะดูในเรื่องความแข็งแกร่งทางการเงิน ข้อ 810 จะแสดงประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ มาเพื่อท่านผู้อ่านลองใช้เปรียบเทียบ หรืออาจเอามาผสมกับของ บล.เกียรตินาคิน เผื่อจะได้สูตรสำเร็จของตนเองในการคัดเลือกหุ้นเพื่อการลงทุนก็ได้ครับ
เกรแฮม บอกว่า บริษัทใดก็ตามที่ตรงตามเกณฑ์ 7 ใน 10 ข้อ จะถือว่ามีราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง และจะให้มีส่วนเผื่อหรือกันชน เพื่อความปลอดภัยที่เพียงพอ หลักการ 10 ข้อของ เกรแฮม มีดังนี้ครับ
1.อัตราส่วนราคาต่อผลกำไรของหุ้น (P/E) ต้องน้อยกว่าส่วนกลับของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้เอกชนที่ระดับ AAA ตัวอย่างเช่น หากผลตอบแทนตราสารหนี้เอกชน AAA ให้ผลตอบแทนที่ 4% (ผลตอบแทนไม่ได้หมายถึงดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่ตราสารหนี้จ่าย แต่เป็นผลตอบแทนของตราสารหนี้นั้นในตลาดที่มีการซื้อขายกันอยู่) เมื่อคำนวณส่วนกลับจะได้เท่ากับ 25 หากหุ้นที่เราสนใจมีค่า P/E = 20 แสดงว่าหุ้นที่เราสนใจให้ผลตอบแทนที่มากกว่า
2.P/E หุ้นต้องน้อยกว่า 40% ของค่าเฉลี่ย P/E ในอดีต 5 ปีย้อนหลัง แสดงหุ้นที่เราสนใจมีผลประกอบการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หรืออีกนัยหนึ่งผลประกอบการคงที่ แต่ราคาลดลง หรือทั้งราคาลดลง แต่ผลประกอบการดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดหมายถึงเราจ่ายเงินน้อยลงเมื่อเทียบกับผลประกอบการของหุ้น
3.ปันผลหุ้นต้องมากกว่า 23 เท่าของผลตอบแทนตราสารหนี้เอกชนที่ระดับ AAA หมายถึง ผลตอบแทนของกระแสเงินสดรับควรอยู่ในระดับที่สูงน่าสนใจ หุ้นที่ไม่จ่ายเงินปันผลหรือไม่มีกำไรจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ ข้อนี้เป็นข้อที่คนที่ชอบหุ้นปันผลน่าศึกษาเอาไว้
4.ราคาหุ้นน้อยกว่า 23 เท่าของมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตนต่อหุ้น (Tangible Book Value Per Share) สินทรัพย์ที่มีตัวตนจะหมายถึง เงินสด และสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักรอุปกรณ์ และเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน สินทรัพย์ถาวรที่บริษัทชำระเงินหมดแล้ว หากสินทรัพย์ที่มีตัวตนเหล่านั้นมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต แต่ได้บันทึกไว้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เป็นจริง สินทรัพย์ที่มีตัวตนเหล่านั้นจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าที่สำคัญให้กับธุรกิจขึ้นมา
5.มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ (Net Quick Liquidation Value)
มูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ =
สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) – หนี้สินหมุนเวียน (CL) หนี้สินระยะยาว (LL)
จำนวนหุ้น (#share)
6.มีมูลค่าหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity) น้อยกว่า 1 เท่า หมายถึงความเสี่ยงด้านหนี้สินมีน้อย
7.มีอัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio = CA/CL) มากกว่าหรือเท่ากับ 2 จะเป็นตัววัดสภาพคล่อง หรือความสามารถในการชำระหนี้สินจากรายได้ของบริษัท ถ้าสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน 2 เท่าเป็นอย่างน้อย หมายถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของธุรกิจมีน้อย
8.มีหนี้สินรวมไม่สูงกว่ามูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ
9.ผลกำไรต่อหุ้น (EPS) ในอดีต 10 ปีย้อนหลัง เติบโตอย่างน้อย 7% หมายถึงมีการเติบโตของผลประกอบการดี
10.มีผลกำไรลดลงไม่เกิน 5% และไม่เกิน 2 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา หมายถึงมีผลประกอบการที่มั่นคง ลำพังข้อนี้ข้อเดียว หุ้น Turnaround ที่นิยมลงทุนกันอยู่ ถ้าเป็น Graham คงไม่มอง
ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น นักลงทุนควรจะใช้มันอย่างพินิจพิเคราะห์ แต่ไม่ควรใช้มันแบบเป็นสูตรสำเร็จ การที่จะเน้นที่กฎเกณฑ์ข้อใดขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของแต่ละบุคคล
นักลงทุนที่ต้องการรายได้ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ข้อ 17 โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 3
นักลงทุนที่ต้องการความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและการเติบโต อาจจะไม่สนใจกฎเกณฑ์ข้อ 3 เลยก็ได้ ให้ไปเน้นที่ข้อ 15, ข้อ 910
นักลงทุนที่ต้องการได้การเติบโตของราคาหุ้นสูงๆ สามารถมองข้ามกฎเกณฑ์ข้อ 3 ไปได้เลย และให้น้ำหนักเล็กน้อยกับข้อ 456 แต่ให้เน้นข้อ 9, 10
ท่านผู้อ่านสามารถที่จะเน้นที่กฎที่ตรงกับเป้าหมายการลงทุน โดยอาจจะไม่ให้น้ำหนักกับประเด็นอื่นๆ มากนัก และลองพิจารณาเทียบกับของ บล.เกียรตินาคิน หรือของบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ เผื่อท่านอาจค้นพบแนวทางการลงทุนใหม่ๆ สำหรับการลงทุนที่ปลอดภัยก็ได้ ยังไงถ้าได้ก็อย่าลืมมาแบ่งปันกันนะครับ







