
ถึงเป้าหมาย 1 ปี ภายใน 1 เดือน
สวัสดีครับทุกท่าน ตลาดหุ้นไทยยังคงเดินหน้าต่ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ล่าสุด SET index เกือบจะถึง 1,500 จุดแล้ว ซึ่งถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้ประเมินเป้าหมายสำหรับปี 2556 ไว้ที่ 1,470 จุดแล้ว สถานการณ์แบบนี้นักลงทุนอาจจะดีใจ แต่สำหรับนักวิเคราะห์อย่างผมค่อนข้างเป็นห่วง เนื่องจากการที่ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยปรับตัวขึ้นถึงเป้าหมายของปี 2556 ได้ภายใน 1 เดือน ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ
สวัสดีครับทุกท่าน ตลาดหุ้นไทยยังคงเดินหน้าต่ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ล่าสุด SET index เกือบจะถึง 1,500 จุดแล้ว ซึ่งถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้ประเมินเป้าหมายสำหรับปี 2556 ไว้ที่ 1,470 จุดแล้ว สถานการณ์แบบนี้นักลงทุนอาจจะดีใจ แต่สำหรับนักวิเคราะห์อย่างผมค่อนข้างเป็นห่วง เนื่องจากการที่ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยปรับตัวขึ้นถึงเป้าหมายของปี 2556 ได้ภายใน 1 เดือน ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ
ผมได้มีโอกาสพูดคุย รวมถึงได้รับทราบความเห็นของนักลงทุนต่างประเทศต่อสถานการณ์ความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้รับตรงกัน คือ นักลงทุนทราบดีว่าราคาหุ้นเริ่มแพงขึ้นและตลาดก็ร้อนแรงมาก แต่ก็ยังไม่คิดจะขายหุ้นในเวลานี้เนื่องจากยังคงไม่เห็นสัญญาณว่าหุ้นจะปรับตัวลง ซึ่งก็ถือว่าถูกต้องตามกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นที่ไม่ควรจะฝืนแนวโน้มตลาด โดยเฉพาะตลาดที่มีพลังมากอย่างในปัจจุบัน หรืออาจจะเรียกว่าเล่นตามน้ำก็ได้
ผมเชื่อว่านักลงทุนไทยก็น่าจะมีแนวคิดไม่ต่างจากนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน เพราะบางท่านอาจเคยตัดสินใจขายหุ้นไปแล้ว แต่ราคาหุ้นก็ยังคงปรับตัวขึ้นต่อไป ทำให้รู้สึกเสียดายโอกาส ดังนั้น ผมจึงขอสรุปสถานการณ์ตลาดหุ้นในขณะนี้แบบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน จนกว่าจะมีผู้นำในการขายทำกำไร ซึ่งหากเกิดขึ้นก็คงจะเห็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญแน่ๆ เพราะในขณะนี้ทุกคนมีกำไร
ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะนำเสนอในสัปดาห์นี้ คือ การเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยยังคงเกาะกลุ่มกับตลาดหุ้นอาเซียน โดยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ยังคงเป็นอันดับที่ 1 ตามมาด้วยตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย ส่วนตลาดหุ้นมาเลเซียปรับตัวลดลง 2.8% เนื่องจากอยู่ระหว่างการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้เกิดความเสี่ยงทางการเมือง ซึ่งตรงข้ามกับตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์ที่การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ผมเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติน่าจะมีการย้ายเงินออกจากตลาดหุ้นมาเลเซียออกมาพักในตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จนกว่าการเลือกตั้งในมาเลเซียจะเสร็จ ซึ่งจะอยู่ในช่วง 2H56 นอกจากนี้ จากข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนของต่างชาติยังแสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าขายสุทธิในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ให้ผลตอบแทนที่ลดลง 3.3% ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ หรือกลุ่ม TIP เป็นหลัก สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผมสบายใจได้อย่างหนึ่งว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวขึ้นเพียงตลาดเดียว รวมถึงทำให้สามารถคาดการณ์กลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติได้ว่ายังคงเน้นหนักการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่ม TIP ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีราคาถูกมากที่สุดในเอเชียขณะนี้ โดยมีค่า PER เพียง 9 เท่า ในขณะที่ผลการดำเนินงานก็เติบโตดี แต่นักลงทุนต่างชาติกลับไม่สนใจ แต่กลับมาลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่ม TIP ที่มีค่า PER สูง แสดงว่า นักลงทุนยังคงไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะความกังวลกรณีเกาหลีเหนือ รวมถึงการเปลี่ยนผู้นำคนใหม่ก็เป็นได้
ประเด็นต่อมา คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นเริ่มลดลงจนไม่จูงใจสำหรับนักลงทุนที่ไม่รักความเสี่ยง ผลตอบแทนที่ว่านี้ผมใช้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นตัววัด ซึ่งหากเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยของไทยที่ประมาณ 3.5% จะเห็นว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของตลาดโดยเฉลี่ยลดลงต่ำกว่าแล้ว รวมถึงเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ดังนั้น นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในราคาปัจจุบันคงต้องหวังผลตอบแทนจากราคาหุ้น (Capital Gain) เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงต้องเสี่ยงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลก็เคยต่ำกว่านี้ได้ในอดีต (ตามรูป) แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ระดับการลดลงของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะเกิดขึ้นได้ไม่นานก็มักจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงราคาหุ้นปรับตัวลดลง ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่าหากสถิติเป็นจริง ตลาดหุ้นก็น่าจะมีการปรับฐานเร็วๆ นี้ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไป
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองแล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า







