posttoday
จำคุกแสนปีคดีแชร์ลูกโซ่

จำคุกแสนปีคดีแชร์ลูกโซ่

31 มกราคม 2556

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2556 มีข่าวใหญ่สะท้านวงการขายตรง ตลาดแบบตรง กรณีบริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ กับพวกรวม 5 คน ถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. 2537 ใช้เวลาสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยเป็นเวลานาน เนื่องจากมีพยานโจทก์และพยานจำเลยจำนวนมาก เอกสารนับหมื่นแผ่น จึงใช้เวลานานถึง 14 ปี จนต่อมาเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2551 ศาลอาญารัชดาได้มีคำพิพากษาให้ผู้บริหารของบริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ คือจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 จำคุกรวม 24,189 กระทง ให้จำคุกคนละกระทงละ 5 ปี รวมทุกกระทงเป็น 120,945 ปี แต่ความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี จึงให้จำคุกจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ย.14433/2544 ของศาลนี้ด้วย ส่วนคำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ด้วย

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2556 มีข่าวใหญ่สะท้านวงการขายตรง ตลาดแบบตรง กรณีบริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ กับพวกรวม 5 คน ถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. 2537 ใช้เวลาสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยเป็นเวลานาน เนื่องจากมีพยานโจทก์และพยานจำเลยจำนวนมาก เอกสารนับหมื่นแผ่น จึงใช้เวลานานถึง 14 ปี จนต่อมาเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2551 ศาลอาญารัชดาได้มีคำพิพากษาให้ผู้บริหารของบริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ คือจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 จำคุกรวม 24,189 กระทง ให้จำคุกคนละกระทงละ 5 ปี รวมทุกกระทงเป็น 120,945 ปี แต่ความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี จึงให้จำคุกจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ย.14433/2544 ของศาลนี้ด้วย ส่วนคำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2556 ศาลอุทธรณ์ใช้เวลาประมาณ 5 ปี พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอาญา มีผู้อ่านหลายท่านที่ทำงานอยู่กับบริษัทขายตรง และบุคคลทั่วไปที่สนใจข่าวดังกล่าว สอบถามมาว่า ทำไมศาลจำคุกมากจังถึง 1 แสนปีเศษ และจะติดคุกกันอย่างไร

ผมในฐานะเป็นทนายความ และเป็นทนายความของจำเลยในคดีนี้ โดยทำคดีดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน จึงรู้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงขอให้ความรู้เกี่ยวกับคดีแชร์ลูกโซ่เป็นข้อๆ ดังนี้

1.คำนิยามของคำว่า “กู้ยืมเงินและผลประโยชน์ตอบแทน” ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2534 พบว่า บทนิยามคำว่ากู้ยืมเงิน หมายความรวมถึงผลประโยชน์อื่นใด การรับเข้าเป็นสมาชิก หรือการรับเข้าร่วมกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนหรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ให้กู้ยืมเงินนั้น แม้บทบัญญัติของพระราชกำหนดดังกล่าว จะมิได้กำหนดการกระทำผิดที่แจ้งชัดอย่างในกรณีพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ก็มิได้หมายความว่า หากการกระทำเข้าองค์ประกอบทั้งตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ และพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรงฯ จะลงโทษตามพระราชกำหนดมิได้

กรณีก็เป็นเช่นเดียวกับการกระทำที่เป็นทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 5 ได้ด้วย และกรณีก็หาใช่การใช้บทบัญญัติของพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ลงโทษจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ในฐานะบทกฎหมายกำหนดใกล้เคียงอย่างยิ่งตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างไม่ ข้อต่อสู้ในข้อกฎหมายข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

2.ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 12/2555 ลงวันที่ 28 มี.ค. 2555 วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 54 เฉพาะในส่วนที่สันนิษฐานให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษทางอาญาร่วมกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลโดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือเจตนาประการใดอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสอง เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6

ดังนั้น พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 15 ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้เป็นนิติบุคคล กรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ซึ่งมีลักษณะเดียวกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 54 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ต้องรับโทษด้วย

3.การกระทำของจำเลยในคดีนี้ เกิดขึ้นแก่บุคคลแต่ละคน ซึ่งได้รับความเสียหายในเวลาแตกต่างกัน จำนวน 24,189 คน จึงเป็นความผิด 24,189 กรรมต่างกันได้

4.ประเด็นเกี่ยวกับผู้เสียหายโดยนิตินัย เนื่องจากความผิดในคดีนี้คือข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อ.มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน การดำเนินคดีอาญาจึงไม่ต้องมีการร้องทุกข์ของผู้เสียหายทั้ง 24,189 คน (ถึงแม้ไม่ร้องทุกข์ก็ดำเนินคดีได้) ทำให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ต้องถูกจำคุกนับแสนปี

5.เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่า จะสันนิษฐานให้บุคคลใดมีความผิดทางอาญาโดยมิได้กระทำความผิดหรือไม่ได้มีเจตนากระทำความผิดร่วมกับนิติบุคคลจึงไม่อาจนำมาตรา 15 ของ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนมาบังคับกับจำเลยในคดีนี้ได้ (การที่บุคคลใดจะต้องรับโทษทางอาญาจะต้องกระทำโดยเจตนา จะใช้กฎหมายเป็นข้อสันนิษฐานว่าทำผิดโดยไม่ได้กระทำความผิดไม่ได้)

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับธุรกิจขายตรงทั้งหลายที่มุ่งเน้นการหาสมาชิกมากกว่าขายสินค้าหรือให้บริการให้ดูคดีนี้ไว้ เพราะท่านอาจติดคุกนับแสนปีเหมือนคดีนี้ก็ได้นะครับ ทางที่ดีกลับใจทำการค้าแบบสุจริตจะปลอดภัยกว่านะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท