posttoday
ทำได้แค่...ยืดเวลาถือครอง

ทำได้แค่...ยืดเวลาถือครอง

29 มกราคม 2556

หลายคนกำลังพะวงและประเมินมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน หลังจากในช่วง 23 สัปดาห์แรกของปี เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอย่างหนัก และยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนค่าลง

หลายคนกำลังพะวงและประเมินมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน หลังจากในช่วง 23 สัปดาห์แรกของปี เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอย่างหนัก และยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนค่าลง

ธปท.จะมีมาตรการอะไรมาดูแล คือคำถามที่ผู้ส่งออกและนำเข้ากำลังติดตาม

วันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ออกมาส่งสัญญาณชัดว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้ แม้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงมาบ้าง แต่ยังไม่ถือเป็นทิศทางอ่อนค่าอย่างแน่นอน เพราะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าค่อนข้างเร็ว ทำให้เงินบาทปรับตัวตามภาวะตลาด ยังวางใจไม่ได้ เพราะมีเหตุการณ์ต่างๆ หลายอย่างในตลาดการเงินอยู่ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ที่ยังดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายค่อนข้างมาก มีสภาพคล่องสูง และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ

สำหรับเงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้ามาในช่วง 2 สัปดาห์แรกของปีนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้ามาลงทุนระยะสั้น ทั้งในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ เพื่อจะได้เข้าออกได้สะดวก เพราะเวลาตลาดมีปฏิกิริยาด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปจะได้ปรับตัวได้ทัน

ข้อมูลของประสารสอดคล้องกับคำชี้แจงของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ที่ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมามีเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นแล้ว 1 แสนล้านบาท

แต่ ธปท.ยังมองว่าเงินไหลเข้าที่ผ่านมาไม่ใช่การเก็งกำไรค่าเงินบาท

“ผู้ส่งออกหรือผู้เกี่ยวข้องค่าเงินก็ควรพิจารณาว่าจะใช้เงินสกุลอื่นที่ไม่แกว่งตัวได้หรือไม่ หรือจะบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้มากขึ้นได้อย่างไรบ้าง ซึ่งปัจจุบัน ธปท.ก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเอาเงินเข้าประเทศทันที มีการเปิดให้บริหารความเสี่ยงได้รายรับรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศของเขาเองได้พอสมควร” ประสาร กล่าว

สำหรับกฎเกณฑ์ในการถือครองเงินตราต่างประเทศในปัจจุบัน ธปท.อนุญาตให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในประเทศสามารถถือครองเงินตราต่างประเทศในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (เอฟซีดี) ได้โดยที่ไม่มีธุรกรรมการค้าหรือการลงทุนใดๆ รองรับได้ถึง 5 แสนเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า โดยไม่จำกัดเวลาการถือครองด้วย

กรณีที่มีธุรกรรมการค้า มีภาระจ่ายค่าสินค้า บริการ คืนเงินกู้ จ่ายค่าเทอมลูกในต่างประเทศในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ธปท.ก็อนุญาตให้ถือครองเงินตราต่างประเทศได้เต็มจำนวนตามภาระที่จะใช้ แต่ให้ถือได้ไม่เกิน 1 ปี

ขณะที่ผู้ส่งออกที่มีรายได้ต่างประเทศ สามารถถือครองเงินตราต่างประเทศได้นาน 360 วัน เพื่อให้บริหารความเสี่ยงและบริหารเงินได้คล่องตัวขึ้น หลังจาก 360 วัน ก็ต้องแลกเป็นเงินบาทนำเข้าประเทศ

นอกจากนี้ ธปท.อยู่ระหว่างผ่อนผันการถือครองที่เสรีขึ้น โดยจะเปิดให้ถือได้นานตามภาระหรือธุรกรรมจริงที่มี ซึ่งจะไม่จำกัดจำนวนและระยะเวลาการถือครอง แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง คาดว่าภายในไตรมาส 2 ปีนี้คงจะประกาศใช้ได้

“ถ้าผู้ส่งออกหรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับค่าเงิน อยากให้ผ่อนผันระยะเวลาการถือครองเงินตราต่างประเทศให้มากขึ้นอีก เราก็จะรับฟัง และทำอะไรให้เป็นขั้นเป็นตอน แต่การเปิดให้ถือครองได้เสรีทั้งหมดไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องดี เพราะเพื่อนบ้านเราเคยทำแบบไม่บังคับอะไรมาแล้ว แต่ก็พบว่าเสี่ยงเกินไป” ประสาร กล่าว

สำหรับการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อหาทางแก้ปัญหาค่าเงินนั้น ขณะนี้ ธปท.ยังไม่สามารถกำหนดวันหารือถึงผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่าได้ เนื่องจากยังไม่รู้รายละเอียดข้อเสนอ เพราะตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้วที่ พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. โทรมาบอกว่าจะมาคุย แต่จนขณะนี้ก็ยังไม่สามารถกำหนดวันเวลาเพื่อหารือกันได้

ประสาร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนเสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อให้เงินทุนไหลเข้าน้อยลง เงินบาทจะได้แข็งค่าน้อยลงนั้น ธปท.ต้องดูหลายด้านประกอบกัน แต่ไม่ใช่ว่าที่ไม่ลดดอกเบี้ยลงมา เพราะกลัวเรื่องหนี้ครัวเรือนหรือการออมที่ลดลง

“ดอกเบี้ยก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง แต่ไม่ใช่เครื่องมือเดียวที่ใช้ดูแลเงินทุนไหลเข้า เพราะหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้เคียงสหรัฐ แต่เงินทุนก็ไหลเข้าอยู่ดี การดูแลเสถียรภาพโดยรวมต้องดูเครื่องมือหลายอย่างผสมผสานกันไป” ประสาร ชี้แจง

ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจสำหรับธุรกิจส่งออก แต่คนที่ทำธุรกิจนำเข้าต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีใครพูดอะไร ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลไกยังทำงานได้ตามปกติ ขณะที่สาเหตุการแข็งค่าของค่าเงินบาท เป็นเพราะไทยเกินดุลการค้า ดุลบริการ และดุลชำระเงิน

“ผมมองมาตั้งแต่ไก่โห่ แต่เขาไม่เชื่อผม เขาทำให้ดอกเบี้ยสูง เลยดูดเงิน แต่ผมก็ไม่อยากไปยุ่งกับเขามาก เดี๋ยวเขาก็หาว่าไม่มีอิสระ” กิตติรัตน์ กล่าว

กิตติรัตน์ ยอมรับว่า ขณะนี้รู้สึกเป็นห่วงธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่พึ่งพาการส่งออกล้วนๆ แม้จะมีจำนวนไม่มากนักก็ตาม

จะเห็นได้ว่าแนวทางในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทนั้น ระหว่าง ธปท.และกระทรวงการคลังก็มองไปคนละทาง ที่สำคัญเครื่องมือในการพยุงเงินบาทไม่ให้แข็งค่าก็มีจำกัดเหลือเกิน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท