
เอ็นพีแอลอีโคคาร์พุ่งแน่
ธุรกิจเช่าซื้อเชื่อหนี้เสียเกิน2%หวั่นลูกค้าทิ้งรถหลังได้คืนภาษี
ธุรกิจเช่าซื้อเชื่อหนี้เสียเกิน2%หวั่นลูกค้าทิ้งรถหลังได้คืนภาษี
เช่าซื้อไทยฟันธงเอ็นพีแอลพุ่งแน่ โดยเฉพาะกลุ่มรถอีโคคาร์ดาวน์ต่ำ ผ่อนนาน เสี่ยงสุด
นายอิสระ วงศ์รุ่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจเช่าซื้อหลังจากนี้ จะมีแนวโน้มที่ตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล จะเพิ่มสูงขึ้น แต่จะเห็นภาพเอ็นพีแอลได้ชัดเจนก็คงประมาณช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้ซื้อรถคันแรกจะได้รับสิทธิคืนภาษี 1 แสนบาท เป็นจำนวนมากหลังจากครอบครองรถมาได้ครบ 1 ปี ซึ่งเอ็นพีแอลของธุรกิจเช่าซื้อเมื่อเดือน ก.ย. 2555 อยู่ที่ 1.32% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 อยู่ที่ 1.15%
“ในปีนี้แนวโน้มเอ็นพีแอลต้องเพิ่มขึ้นแน่น ดังนั้นภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า หลังจากที่ลูกค้าได้เงิน 1 แสนบาทคืนแล้ว จะยังผ่อนส่งค่างวดต่อไปหรือไม่ หรือปล่อยรถทิ้งให้กลายเป็นเอ็นพีแอล โดยเฉพาะกลุ่มรถที่น่าเป็นห่วงอย่างอีโคคาร์ ที่ผู้ประกอบการให้วางเงินดาวน์ต่ำกว่า 20% และผ่อนได้นานถึง 72 เดือน เพราะตามสถิติแล้วกลุ่มที่เงินดาวน์ต่ำผ่อนนานเอ็นพีแอลสูงมากกว่า 2% อยู่แล้ว ขณะที่พวกที่เงินดาวน์สูงและผ่อนไม่นานเอ็นพีแอลอยู่แค่ 1% เท่านั้น” นายอิสระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมามียอดส่งมอบเฉพาะรถกลุ่มอีโคคาร์ไปแล้วประมาณ 9.6 หมื่นคัน ส่วนที่เหลือเป็นรถเก๋งและรถกระบะ จากยอดจองโครงการรถคันแรกทั้งหมดประมาณ 1.25 ล้านคัน ซึ่งบริษัทสมาชิกสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยก็มีความเป็นห่วงเรื่องเอ็นพีแอล แต่การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อหรือป้องกันความเสี่ยงก็ต้องขึ้นกับนโยบายของแต่ละบริษัท ไม่สามารถบังคับได้ว่าจะให้ลูกค้าทุกรายต้องวางเงินดาวน์สูงและไม่ให้ผ่อนค่างวดนาน
นายอิสระ กล่าวว่า ในส่วนของลีสซิ่งกสิกรไทยเอง ในปีที่ผ่านมาเอ็นพีแอลอยู่ที่ 0.82% ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทแม่ธนาคาร กสิกรไทย ที่ต้องการให้ควบคุมเรื่องเอ็นพีแอลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มากกว่าที่จะไปเน้นเรื่องการเติบโตหรือปล่อยสินเชื่อให้ได้เป็นจำนวนมาก
นายอิสระ กล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อใหม่ที่ 91,188 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อและเช่าใช้รถยนต์ใหม่ 52,188 ล้านบาท และสินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้บริษัทมียอดสินเชื่อคงค้างในระบบ 96,794 ล้านบาท และตั้งเป้าเอ็นพีแอลไว้ไม่เกิน 0.86% และมีกำไร 468 ล้านบาท โดยในปีนี้จะเพิ่มสัดส่วนปล่อยสินเชื่อรถกระบะให้เป็น 40% และรถเก๋ง 60% จากปัจจุบันรถกระบะอยู่ที่ 19% และรถเก๋ง 81% เนื่องจากรถกระบะให้ผลตอบแทนดีกว่า
นายอัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย กล่าวว่า หากลูกค้าได้รับเงิน 1 แสนบาท คืนมาแล้วต้องการลดหนี้ลง ก็สามารถติดต่อมายังบริษัทได้เป็นกรณีไป บริษัทยังไม่มีนโยบายเปิดเป็นแคมเปญพิเศษอะไร โดยขอรอดูสถานการณ์ก่อน







