
100แบรนด์หนีค่าแรง
เสื้อผ้ารองเท้าย้ายฐานผลิตกลุ่มไลฟ์สไตล์หันค้าชายแดน
เสื้อผ้ารองเท้าย้ายฐานผลิตกลุ่มไลฟ์สไตล์หันค้าชายแดน
โรงงานรับจ้างผลิตเสื้อผ้ากว่า 100 แบรนด์ดัง แห่ซบเพื่อนบ้านหนีค่าแรง 300 บาท
นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.เค. การ์เม้นท์ ผู้ผลิตเสื้อผ้าหลายยี่ห้อดังระดับโลก เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้า รองเท้ายี่ห้อดังของไทยไม่ต่ำกว่า 100 แบรนด์ อยู่ระหว่างการศึกษาลู่ทางและการเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เวียดนาม และพม่า
ทั้งนี้ การย้ายฐานผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากจะเป็นการหนีผลกระทบค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วันแล้ว ยังเป็นการปรับธุรกิจให้สอดรับกับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และผู้ประกอบการไทยยังสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น ได้รับสิทธิจากประเทศพัฒนาแล้วอีกทาง ในกรณีที่ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศให้สิทธิจีเอสพี
“กลุ่มเครื่องนุ่งห่มเริ่มทยอยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเวียดนาม โดยมีค่าจ้าง 90100 บาทต่อวัน ขณะที่หลายรายก็อยู่ระหว่างการจัดตั้งโรงงานในกัมพูชาที่ค่าจ้างเฉลี่ย 7080 บาทต่อวัน” นายทวีกิจ กล่าว
สำหรับบริษัท ที.เค. การ์เม้นท์ ปัจจุบันมีพนักงาน 3,000-4,000 คน คาดว่าจะทยอยปรับลดพนักงานลง เพื่อที่จะปิดกิจการภายใน 3 ปีข้างหน้า และไปเปิดโรงงานใหม่ในประเทศกัมพูชาแทน โดยมีพื้นที่ที่เหมาะสมอยู่ที่จังหวัดศรีโสภณ ซึ่งมีระยะทางขนส่งสินค้าไม่ไกลจากท่าเรือแหลมฉบัง
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ รองเลขาธิการ ส.อ.ท. ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เช่น ของขวัญ ของชำร่วย ของเล่น เครื่องเขียน ของตกแต่งบ้าน ได้ปรับตลาดเป้าหมายจากที่เน้นส่งออกเป็นหลัก มาให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศและบริเวณชายแดน เพื่อลดผลกระทบของค่าเงินบาท
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มมูลค่าการส่งออกสินค้าในตลาดประเทศอาเซียนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและยอมรับในคุณภาพสินค้าของไทย ที่สำคัญหากนำไปขายในบริเวณชายแดนก็สามารถซื้อขายด้วยเงินบาท ไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
ขณะที่ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ได้แนะนำสมาชิกให้รับมือกับความผันผวนของค่าเงิน เช่น ประกาศราคาสินค้าในระยะสั้น รวมถึงทำการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 50% ของปริมาณสินค้าที่จะส่งออก







