
1800 MHz คลื่นความถี่ของคนส่วนใหญ่
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย ได้พัฒนาไปสู่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงบนคลื่นความถี่ 2.1 GHz จากการจัดสรรโดยวิธีการประมูล เมื่อเดือน ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย ได้พัฒนาไปสู่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงบนคลื่นความถี่ 2.1 GHz จากการจัดสรรโดยวิธีการประมูล เมื่อเดือน ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีแนวคิดที่จะนำเอาคลื่นความถี่ 1800 MHz มาจัดสรร โดยการประมูลเพื่อนำไปสู่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 4G (Long Term Evolution หรือ LTE) ในเวลาอันใกล้นี้อีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเดิม หรือระบบ 2G ที่เป็นการสื่อสารทางเสียง โดยเฉพาะที่ใช้กับคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz อยู่อีกจำนวนมาก และกำลังจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย. 2556 ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กสทช. ว่าจะดำเนินการต่อกรณีนี้อย่างไร
คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้มองเห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนและผู้บริโภคที่ยังคงใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ซึ่งสัญญาสัมปทานของผู้ให้บริการกับบริษัท กสท โทรคมนาคม กำลังจะสิ้นสุดลง จึงได้จัดประชาพิจารณ์เรื่องทิศทางโทรคมนาคมไทย หลังสิ้นสุดระบบสัมปทาน เมื่อเข้าสู่ยุค 3G และ 4G ขึ้นเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2556 ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 213216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2
การประชาพิจารณ์มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อคิดเห็น ได้แก่ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช. รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม อดีตคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สุภัทรา นาคะผิว อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านกิจการโทรคมนาคม กสทช. รุจิระ บุนนาค ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนสภาผู้แทนราษฎร
ประเด็นสำคัญที่ผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ทุกท่านให้ความสำคัญต่อกรณีของคลื่นความถี่ 1800 MHz ก็คือ ต่างรู้สึกเป็นห่วงต่อการที่สัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ของ กสทฯ ซึ่งในปัจจุบันได้นำไปให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G กำลังจะสิ้นสุดสัญญาลงในวันที่ 15 ก.ย. 2556 โดยโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G บนย่านความถี่ 1800 MHz มีผู้ใช้บริการอยู่ถึง 18 ล้านเลขหมาย กสทฯ เองเป็นผู้ให้บริการอยู่ประมาณ 2 แสนเลขหมาย
นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้บริการอีก 2 ราย ที่ให้บริการภายใต้สัมปทานของ กสทฯ อีกประมาณ 17 ล้านเลขหมายเศษ ได้แก่บริษัท ทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอลโฟน ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ทำให้เกิดคำถามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กสทช. จะมีแนวทางดำเนินการในกรณีนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ที่ยังใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบดังกล่าว
สุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช. ได้ยกตัวอย่างการดำเนินการต่อกรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น ในประเทศอินเดีย ที่หลังจากมีการประมูลคลื่นความถี่จนมีผู้ชนะการประมูลและเริ่มให้บริการแล้ว แต่ต้องถูกยกเลิกโดยคำพิพากษาศาล เนื่องมาจากความไม่โปร่งใส แต่ผู้ให้บริการนั้นยังต้องให้บริการต่อไปก่อนจนกว่าจะมีการจัดประมูลใหม่ นอกจากตัวอย่างในประเทศอินเดียของ สุทธิพล ทวีชัยการ แล้ว ในประเทศไอร์แลนด์ และประเทศโรมาเนีย ซึ่งเกิดกรณีไม่สามารถเตรียมการประมูลได้ทันกับการสิ้นสุดระยะเวลาของใบอนุญาตเดิม
องค์กรที่กำกับดูแลก็ได้ใช้วิธีการออกใบอนุญาตชั่วคราวให้แก่ผู้ให้บริการรายเดิม เพื่อให้บริการต่อไปจนกว่าจะมีผู้ได้รับใบอนุญาตใหม่ และเพื่อไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบ ประสบการณ์จากต่างประเทศดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธาน กทค. ได้ให้ข้อคิดเห็นถึงแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดการคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ของ กสทฯ ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย. 2556 ว่า กสทช.จะนำคลื่นดังกล่าวมาจัดสรรโดยวิธีการประมูลได้ในช่วงต้นปี 2557
กรณีที่สัญญาสัมปทานระหว่าง กสทฯ กับผู้ให้บริการ 2 ราย จะสิ้นสุดลงในเดือน ก.ย. 2556 ทาง กสทช.มีแนวคิดที่จะให้ผู้ให้บริการเดิมถือครองคลื่น 1800 MHz และให้บริการแก่ผู้ใช้โทรศัพท์ ซึ่งเป็นลูกค้าของตนเองต่อไปจนกว่าจะมีการนำคลื่นความถี่มาจัดสรรโดยการประมูลใหม่
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ต้องการให้ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลควรจะเข้ามาดำเนินการไปพร้อมกันก็คือ การควบคุมดูแลให้ผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตควรใช้คลื่นความถี่ที่ประมูลได้ไปอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่การนำคลื่นความถี่ที่ประมูลได้ไปเก็บไว้โดยไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็จะทำให้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า อันถือเป็นความสูญเสียมากกว่าประโยชน์ที่จะตกได้กับประเทศชาติและประชาชน
คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่จะจัดประมูลใหม่นี้ เป็นคลื่นที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในระบบ 4G มากที่สุด แต่ผู้ใช้งานปัจจุบันในความถี่ย่านนี้เป็นผู้ที่เน้นการใช้เสียงแบบโทรเข้าออกในระบบ 2G กสทช.จึงควรให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะเริ่มใช้ระบบ 3G แล้ว แต่ก็เป็นระบบที่ต้องใช้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ตโฟนที่ยังคงมีราคาแพง และมีจำนวนผู้ใช้ที่น้อยกว่าผู้ใช้โทรศัพท์ระบบ 2G ที่เป็นการสื่อสารด้วยเสียงหรือการโทรเข้าออก อีกทั้งโทรศัพท์ที่ใช้กับระบบ 2G ก็มีราคาที่ถูกลงจนเหลือเพียงแค่ 500 บาท โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยก็สามารถใช้ได้ จนอาจกล่าวได้ว่าโทรศัพท์ระบบ 2G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ยังคงเป็นโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่นั่นเอง







