posttoday
เงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย

เงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย

28 มกราคม 2556

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากลบประเด็นการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และความขัดแย้งในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งในฉบับนี้ผมขอพักยกไว้ก่อน มาพูดเรื่องเงินบาทว่า เงินบาทที่แข็งค่าตกลงแล้วมีผลกระทบอะไรบ้างต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งตรงนี้จะต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อน คำว่าเงินบาทแข็งค่า หมายถึง การนำเงินบาทมาแลกเปลี่ยนเปรียบเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศ ซึ่งในที่นี้คงหมายถึง เงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นเงินที่มีการใช้เป็นเงินสกุลกลางหมุนเวียนในโลกมากกว่าร้อยละ 70

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากลบประเด็นการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และความขัดแย้งในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งในฉบับนี้ผมขอพักยกไว้ก่อน มาพูดเรื่องเงินบาทว่า เงินบาทที่แข็งค่าตกลงแล้วมีผลกระทบอะไรบ้างต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งตรงนี้จะต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อน คำว่าเงินบาทแข็งค่า หมายถึง การนำเงินบาทมาแลกเปลี่ยนเปรียบเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศ ซึ่งในที่นี้คงหมายถึง เงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นเงินที่มีการใช้เป็นเงินสกุลกลางหมุนเวียนในโลกมากกว่าร้อยละ 70

คำว่า อัตราแลกเปลี่ยน หมายถึง ราคาของเงินตราต่างประเทศหนึ่งหน่วย เปรียบเทียบกับเงินตราอีกสกุลหนึ่ง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐกับเงินบาท เป็นการนำเงินบาทของไทยไปแลกเปลี่ยนกับเงินเหรียญสหรัฐ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หากเป็นช่วงที่ไทยมีความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐมาก (Cash Outflow) เพราะว่าอาจเกิดจากการขาดดุลเดินสะพัดต่อเนื่อง หรือภาครัฐมีการใช้จ่ายการลงทุนหรือการลงทุนที่ต้องมีการนำเข้ามาก และหรือต้องมีการชำระเงินกู้ต่างประเทศ ซึ่งเกิดจากหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศสูง ก็ส่งผลให้เงินบาทมีการอ่อนค่า

แต่หากเป็นช่วงที่การส่งออกเกินดุลติดต่อกันเป็นระยะยาว และหรือมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ (Cash Inflow) จนทำให้เงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ (Reserve) ของไทยมีจำนวนมาก ทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐน้อย หรือมีอุปสงค์ต่ำ ก็ส่งผลให้เงินบาทมีการแข็งค่า

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าไปตามอุปสงค์หรืออุปทานที่มีต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะในบางครั้งก็เกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเชื่อมั่นของประเทศต่างๆ รวมทั้งประชาชนของประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ที่ขาดความเชื่อมั่นในค่าเงินที่แท้ของสหรัฐ ทั้งนี้ เพราะสหรัฐเป็นเพียงชาติเดียวในโลกที่สามารถออกเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินของโลก โดยที่ไม่ต้องมีสินทรัพย์ใดมาเป็นหลักประกัน และเป็นชาติเดียวในโลกที่ไม่ต้องมีเงินสำรองเงินตราระหว่างประเทศ หากจะสังเกตที่ธนบัตรดอลลาร์จะพิมพ์คำว่า “In God We Trust” ซึ่งคงมีความหมายอื่นใดไม่ได้ นอกจากว่า “ถ้าเชื่อในพระเจ้าก็จงเชื่อฉัน”

อย่างกรณีช่วงนี้ หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐสามารถผ่านวิกฤตหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) ได้สำเร็จ แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ ซึ่งต้องตกลงกับพรรคฝ่ายค้านในอีกหลายเรื่อง โดยรัฐบาลร่วมกับธนาคารกลางสหรัฐ อัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้อุปทานในเงินดอลลาร์มีสูงกว่าความต้องการ โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก กอปรทั้งขาดความเชื่อมั่นในมูลค่าที่แท้จริงของเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งภาคการเงินของไทยเป็นระบบเปิด ดังนั้นเงินบาทอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เมื่อเปรียบเทียบแลกเปลี่ยนกับเงินดอลลาร์ จึงแข็งค่าขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ที่อัดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจสหรัฐ ผ่านทางสถาบันการเงิน ซึ่งยังไม่ค่อยเชื่อมั่นที่จะปล่อยกู้ ทำให้มีกระแสเงินจำนวนมากไหลออกไปสู่ประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบัน ทั้งเศรษฐกิจยุโรป ญี่ปุ่น ละติน มีสภาพอ่อนแอ

ขณะที่ประเทศจีนเองก็เริ่มมีกระแสเรื่องฟองสบู่ เงินที่ไหลออกจึงกระจายไปในประเทศที่ยังมีเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กอปรทั้งอัตราดอกเบี้ยของไทยยังมีอัตราสูง เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยของสหรัฐและของยุโรปที่มีอัตราร้อยละ 0.011 การนำเงินเข้ามาทำกำไรในระยะสั้น ในผลต่างของดอกเบี้ย ทั้งในตลาดอนุพันธ์ และเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทมีการแข็งค่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีการแข็งค่าไปถึงร้อยละ 3.275 จนกลายเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงในขณะนี้

คำถามว่า เงินบาทของไทยซึ่งมีการแข็งค่า จะส่งผลกระทบอะไรต่อระบบเศรษฐกิจ ก็ต้องบอกว่า มีทั้งด้านบวกและด้านลบ สำหรับด้านบวก ประเทศไทยมีการนำเข้าในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับการส่งออก โดยประมาณเกือบ 1 ใน 4 เป็นการนำเข้าพลังงาน ซึ่งในช่วงนี้เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงถดถอย เห็นได้จากที่ธนาคารโลกปรับตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2556 จากร้อยละ 3.1 เหลือร้อยละ 2.4 ทำให้ระดับราคาน้ำมันก็คงไม่สูงมาก เมื่อนำปัจจัยเงินบาทที่แข็งค่า ก็ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงนี้ไม่ควรที่จะมีราคาสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อีกทั้งเครื่องจักร วัตถุดิบ ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย เครื่องอุปโภคบริโภค ฯลฯ ซึ่งต้องนำเข้ามา ก็จะมีต้นทุนนำเข้าที่ลดลง สอดคล้องไปกับอัตราเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตต่ำลงไปด้วย ส่วนที่จะไปปรับราคาตามค่าจ้างที่สูงขึ้นก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สำหรับด้านลบก็จะเกิดกับผู้ส่งออก ซึ่งคงจะกลับด้านกันกับภาคนำเข้า เพราะสินค้าที่รับออร์เดอร์ในช่วงปลายเดือน พ.ย. คำนวณจากต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 30.66 บาท หากสินค้าผลิตและมาลงเรือในช่วงนี้ อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 29.50 บาท ก็เท่ากับทุก 1 เหรียญสหรัฐ เงินหายไปประมาณ 1 บาท

แต่ในความคิดของผมเห็นว่า ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่า ถ้าอยู่ในช่วงไม่เกินร้อยละ 3 ผลกระทบต่อการส่งออกมีน้อยมาก เพราะเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าจะเกิดกับคู่แข่งของไทยด้วย ทำให้การเสียเปรียบได้เปรียบไม่มากนัก อีกทั้งภาคการส่งออกของไทยเกินกว่าร้อยละ 60 เป็นการส่งออกโดยมีการนำเข้าวัตถุดิบก็พอหักลบกันได้ ที่น่าเป็นห่วงก็อาจจะเป็นผู้ส่งออกที่ใช้ Local Content สูง หรือพวกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเกือบทั้งหมด แต่ผลกระทบก็คงไม่มากนักหากเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ

อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนหรือแข็งค่ามักไม่ค่อยมีนัยมากนักต่อการขยายตัวของการส่งออก เห็นได้จากในช่วงปี 2554 เงินดอลลาร์ก็แข็งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 29.72 แต่การส่งออกของไทยก็ยังขยายตัวได้ร้อยละ 14 ซึ่งหากปีดังกล่าวไม่มีอุทกภัย ตัวเลขก็จะสูงกว่านี้ ประเด็นที่ผู้ส่งออกกังวลกับการที่ขอให้ธนาคารช่วยดูแลเงินบาทอย่าให้ผันผวน หรือภาษาเทคนิคเรียกว่า สวิง มากนัก เพราะทำให้การคำนวณต้นทุนที่จะต้องเสนอราคาเป็นดอลลาร์ แต่เมื่อรับเงินจะต้องมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท เพราะถ้าหากกำหนดราคาเผื่อมากเกินไปก็จะแข่งขันไม่ได้ สำหรับความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยนก็สามารถทำการ Forward หรือ Fixed Rate กับทางธนาคารได้ ซึ่งค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้สูงมาก

ในความคิดเห็นของผม การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐในครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงระยะสั้นๆ เพราะด้วยตัวโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเองก็ไม่เอื้อต่อการที่เงินบาทจะแข็งค่าได้นาน เพราะการส่งออกที่ผ่านมาก็เติบโตไม่ได้ดีนัก เห็นได้จากปี 2555 การส่งออกขยายตัวได้ร้อยละ 3.12 ขณะที่ปี 2556 ก็ประมาณการว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 8.9 ทำให้ดุลการค้าของไทยติดลบ

อีกทั้งการที่รัฐบาลมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะต้องมีการกู้เงินทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้ามา คงเข้ามาทำกำไรระยะสั้นในตลาดอนุพันธ์และตลาดหุ้น กอปรทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยก็ออกมาดูดซับเงินดอลลาร์ในช่วงนี้เพื่อกดดันให้ค่าเงินบาทมีความสมดุล

เห็นได้จากในระยะนี้เงินบาทถัวเฉลี่ยที่ 1 เหรียญสหรัฐ แลกได้ 29.90 บาท (แต่ผู้ส่งออกที่เป็นตั๋วเงิน อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 29.53 บาท) ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่เริ่มอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดังนั้น ก็ไม่ควรที่จะไปตื่นตระหนกจนเกินควร เพราะเงินที่แข็งค่าในช่วงนี้อาจมีการทำกำไรระยะสั้นและสร้างผลทางจิตวิทยา ซึ่งทิศทางเงินบาทจะเป็นอย่างไร และหรือจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้ประกอบการก็คงไม่มากเท่ากับเรื่องของการปรับค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี