
ตัวแปรเศรษฐกิจดีเกินคาดเงินไหลเข้าหนุนหุ้น
เผอิญประเดี๋ยวเดียว เรากำลังจะเข้าสู่เดือนที่ 2 ของปี 2556 ลองตรวจสอบตัวแปรเศรษฐกิจ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดหุ้นกันหน่อย ดังนี้
เผอิญประเดี๋ยวเดียว เรากำลังจะเข้าสู่เดือนที่ 2 ของปี 2556 ลองตรวจสอบตัวแปรเศรษฐกิจ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดหุ้นกันหน่อย ดังนี้
ประการแรก ประเทศคู่ค้าหลักของเรา เศรษฐกิจฟื้นตัวดีเกินคาด
สหรัฐหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง โดยซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ล่าสุดสภาผู้แทนฯ ลงมติขยายเพดานหนี้สาธารณะไปจนถึง 19 พ.ค. จึงมีเวลามากขึ้นในการหาทางออก สัญญาณเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังดีต่อเนื่องจากไตรมาส 4
เฟดยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเต็มที่ แต่กรรมการบางส่วนเริ่มมองถึงจังหวะการเลิกทำ QE ตลาดการเงินจึงจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 29-30 ม.ค.นี้ เพื่อประเมินท่าทีของเฟดอีกครั้ง
ยุโรป นักลงทุนเริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบการเงินยุโรปผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว แม้เศรษฐกิจอียูยังมีแนวโน้มถดถอยอ่อนๆ ในปี 2556 ล่าสุดธนาคารกลางอียู (ECB) เผยว่า ในสัปดาห์นี้ธนาคารพาณิชย์เตรียมคืนหนี้ 1.37 แสนล้านยูโร หรือ 1.84 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่เคยกู้ผ่านโปรแกรม LTRO ช่วงที่ตลาดการเงินตึงตัวอย่างรุนแรง ถือเป็นสัญญาณบวกชิ้นล่าสุด
ก่อนหน้านั้น หลายประเทศในกลุ่ม PIIGS กลับมาระดมทุนในตลาดการเงินได้อีกครั้ง ด้วยต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองที่ดีขึ้นต่อความเสี่ยงที่อียูจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ญี่ปุ่น ผู้นำคนใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่ ผ่านการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและกดดันให้ธนาคารกลางทำ QE
จีน ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ผู้นำจีนรุ่นใหม่เริ่มกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่สินเชื่อในระบบธนาคารเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมา
อาเซียน มีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นต่อเนื่อง กลุ่ม CLMV ที่ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม เศรษฐกิจโตเฉลี่ย 6.5% ในปี 2555 มีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้นเป็น 6.75% ในปี 2556
การเปิดประเทศเมียนมาร์และการเตรียมพร้อมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ส่งผลดีอย่างมากต่อการค้าชายแดน เนื่องจากทำเลที่ตั้งของไทยอยู่ติดกับ CLMV ที่เศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่าไทย และต่างมีนโยบายเร่งสร้างเส้นทางคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างกัน
ในปี 2555 ปริมาณการค้าชายแดนที่ผ่านศุลกากรสูงทะลุ 9 แสนล้านบาทแล้ว โดย 58% กับมาเลเซีย 19% กับลาว 14% กับเมียนมาร์ และ 9% กับกัมพูชา เชื่อว่าหากรวมการค้าที่ไม่ผ่านศุลกากร เช่น คนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจับจ่ายใช้สอยและซื้อของติดมือกลับไป จะทะลุ 1 ล้านล้านบาทอย่างแน่นอน ส่วนหลังนี้ยังถูกนับรวมเป็นการบริโภคภายในประเทศ ไม่ใช่การส่งออก จึงอาจทำให้ตัวเลขการบริโภคขยายตัวดีกว่าปกติทั้งในปี 2555 และต่อเนื่องในหลายปีข้างหน้า ส่งผลดีต่อหุ้นที่อิงการบริโภคในประเทศ
หลายท่านอาจไม่ทราบว่า การส่งออกผ่านชายแดน 4 ประเทศ มีมูลค่ารวมกันเกินกว่าที่เราส่งออกไปตลาดยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาแล้ว! การค้าชายแดนรวมถึงกับอาเซียนและจีนจึงทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ช่วยชดเชยตัวเลขจากยุโรปและสหรัฐ
สรุปว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญมีสัญญาณดี แต่ยังต้องจับตาปัญหาหนี้ในยูโรโซนและสหรัฐที่อาจกลับมาหลอนได้อีก ขณะที่การค้าชายแดนและการฟื้นตัวของจีนเป็นตัวแปรด้านบวก
ประการที่ 2 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2555 อยู่ที่ 109.1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปีนี้มีแนวโน้มทรงหรือลดลงเล็กน้อย ต่ำกว่าที่ส่วนใหญ่ประเมินไว้ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกขยายตัว แรงกดดันเงินเฟ้อจากน้ำมันจึงอยู่ในระดับต่ำ เปิดทางให้ทำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป
ตัวแปรสำคัญคือ การนำ Shale Gas/Oil (ก๊าซหรือน้ำมันที่อยู่ใต้ชั้นหิน) ขึ้นมาใช้มากขึ้นในสหรัฐ ปริมาณการผลิตกลุ่มนี้ถีบตัวขึ้นถึง 50% ในช่วงปี 25502554 และถูกคาดหมายว่าจะก้าวกระโดดขึ้นอีก 515 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2563 ซึ่งจะทำให้สหรัฐกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมัน/ก๊าซอันดับ 1 ของโลก
เดิมสหรัฐนำเข้าน้ำมัน 34 ล้านบาร์เรล/วัน ราคาน้ำมันดิบไนเมกซ์มักสูงกว่าที่แหล่งเบรนต์ ในช่วงปีหลังๆ ไนเมกซ์ถูกกว่าเบรนต์กว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากสหรัฐผลิตทดแทนการนำเข้าได้มากขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะเหลือส่งออกได้ไม่เกินปีหน้า การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก แต่ไม่ดีต่อหุ้นพลังงานบ้านเรา ขณะที่โอเปกจะมีอิทธิพลน้อยลงต่อราคาน้ำมัน
ประการที่ 3 งบลงทุนภาครัฐ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อผลักดันโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ใน 7 ปีข้างหน้า หรือราวปีละ 3 แสนล้านบาท จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันอังคารนี้ ความคืบหน้าเรื่องนี้จะขับเคลื่อนการลงทุนรอบใหม่ของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไปที่ 5.76% ในช่วงปี 25572563 เทียบกับกรณีไม่มีโครงการนี้จะขยายตัวเฉลี่ย 4.5%
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยตรงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกได้ราว 0.5% ต่อปี ผ่านกิจกรรมการก่อสร้าง การจ้างงาน ความต้องการวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา ฯลฯ เมื่อเม็ดเงินหมุนเวียนทอดแล้วทอดเล่าในระบบเศรษฐกิจ จะกระตุ้นเศรษฐกิจรอบถัดๆ ไปได้อีก 0.5% ต่อปี ผ่านการบริโภค การลงทุน หรือการส่งออกที่เร่งตัวขึ้น
ความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วง 7 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี ด้วยขั้นตอนทางกฎหมาย การจัดทำโครงการที่ต้องผ่านการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเร็วคงเป็นปี 2557 แต่ระหว่างนั้นคงมีความคืบหน้าในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท มาแก้ขัดไปก่อน
ประการที่ 4 เงินบาทแข็งเร็วไปมาก หลังญี่ปุ่นเป็นรายล่าสุดที่ประกาศทำ QE ต่อเนื่องจากมหาอำนาจหลักอย่างสหรัฐและยุโรป
เงินเยนอ่อนมากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จนจุดชนวนสงครามค่าเงินรอบใหม่ ที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจแข่งกันทำให้ค่าเงินอ่อน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตน
การกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้เคียง 0% ของประเทศหลัก ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังตลาดเกิดใหม่ เพื่อแสวงหาผลกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ที่ดีกว่าของประเทศหลัก มีส่วนดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้ามาเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
หลังปีใหม่กองทุนต่างชาติปรับพอร์ตถือหุ้นมากขึ้นทั่วโลก รวมถึงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ การเปลี่ยนแปลงแม้เพียง 5% ของสินทรัพย์ที่ลงทุนในประเทศหลัก จะทำให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายไปตลาดเกิดใหม่มากถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ! ซึ่งมากเป็น 2 เท่าของเงินไหลเข้าในปี 2553
น่าสังเกตว่าไม่ทันหมดเดือน ม.ค. มีเงินทะลักเข้าบ้านเราสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เข้ามาพักในตราสารหนี้ระยะสั้นอายุราว 1 เดือน ดันค่าเงินบาทแข็งพรวดมาแถว 29.8 บาท/เหรียญสหรัฐ ดัชนีหุ้นพุ่งต่อจุดสูงสุดในรอบ 17 ปี ที่ 1,461 จุด กระแสเงินทุนจะมีบทบาทสูงในการชี้นำตลาดทุนในระยะสั้น
ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณเงินทุนเปลี่ยนทิศ แต่ต้องจับตาดูเงินร้อน หลังตราสารหนี้ระยะสั้นที่ถือไว้ครบกำหนดจะเคลื่อนไปในทิศทางไหน
ภาพระยะสั้น ดัชนีหุ้นขึ้นมาเร็วและแรงเกินไป จึงเป็นเรื่องปกติที่จะพักสร้างฐานราคาใหม่สักระยะหนึ่ง
ภาพระยะยาว ดัชนีหุ้นไทยปี 2556 มีโอกาสไปได้ไกลถึง 1,550 จุด หนุนโดยภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นที่จะช่วยภาคส่งออก การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ของการลงทุนในโครงการสาธารณูป โภคพื้นฐาน การบริโภคที่ยังขยายตัวดี
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ







