
เปิดยุทธศาสตร์นิคมฯ โลจิสติกส์ไทย
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
การเตรียมรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในสิ้นปี 2558 ทำให้ “อาเซียน” เป็นที่สนใจของชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก อย่างจีน สหรัฐ และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงภูมิศาสตร์จะพบว่า จีนได้เปรียบมากที่สุด เพราะมีอาณาเขตติดกับประเทศในอาเซียน อาทิ พม่า เวียดนาม และมีจุดเชื่อมถึงไทยจากชายแดนลาวส่งผลให้จีนวางยุทธศาสตร์ที่จะรุกตลาดอาเซียนลงมาทางใต้ผ่านเข้าไทย
แน่นอนว่า ไทยพร้อมสานรับการรุกของจีนเช่นกัน โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้จัดคณะเดินทางสำรวจเพื่อหาพื้นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมตามแนวชายแดนไทยเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เข้าสู่ลาว เชื่อต่อเข้าไปถึงทางตอนใต้ของจีน
วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมชายแดนตอนนี้มีโครงการที่กำลังศึกษาอยู่ 2 แห่ง คือ ด่านน้ำพุร้อน จ.กาญจนบุรี และ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งในส่วน อ.เชียงของ วางแผนจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมบริการโลจิสติกส์ ดึงเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการเพื่อให้มีความคล่องตัวมากกว่า กนอ.ดำเนินการเองทั้งหมด
ขณะนี้ กนอ.อยู่ระหว่างเลือกพื้นที่ รวมถึงจัดทำสิทธิพิเศษที่นิคมฯ บริการโลจิสติกส์ อ.เชียงของ ให้แก่นักลงทุน ซึ่งจะสอดรับกับแผนส่งเสริมการลงทุนใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คาดว่าจะสามารถให้สิทธิประโยชน์สูงสุดได้คือ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี เนื่องจากโลจิสติกส์เป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามยุทธศาสตร์ประเทศ
ทั้งนี้ นิคมฯ บริการโลจิสติกส์ อ.เชียงของ มีแผนว่าจะเปิดเฟสแรกได้ก่อนการรวมตัวของเออีซี ทำหน้าที่กระจายสินค้า และอำนวยความสะดวกให้สินค้าที่จะขนส่งจากไทยไปตอนใต้จีน และสินค้าจากจีนที่จะขนส่งมาไทย ลงไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาคอาเซียน
“ตอนนี้อยู่ระหว่างจัดทำเรื่องสิทธิประโยชน์ที่นิคมฯ เชียงของ คาดว่าจะเสร็จและเสนอบอร์ด กนอ.พิจารณาได้ในเดือน ก.พ. และประกาศให้เอกชนเสนอตัวเป็นผู้ดำเนินการได้ในช่วงเดือน มี.ค. ซึ่งขณะนี้มีเอกชนแสดงความสนใจเข้ามาก่อนแล้ว 2 ราย รายหนึ่งเป็นนักธุรกิจจีนที่เข้ามาร่วมมือกับคนไทย และอีกรายเป็นธุรกิจของไทย” วีรพงศ์ กล่าว
คาดว่าการขนส่งสินค้าจะสะดวกยิ่งขึ้นหลังการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่4 ที่ตั้งอยู่ระหว่างอ.เชียงของ จ.เชียงรายกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ที่มีแผนจะเปิดใช้ได้ในเดือนมิ.ย. ปีนี้ ซึ่งงานศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า จะช่วยให้ลดเวลาการขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ถึงคุนหมิง ประเทศจีน ด้วยรถยนต์ผ่านเส้นทาง R3E หรือ R3A จากกรุงเทพฯ ผ่านจ.ตากจ.เชียงรายอ.เชียงของเมืองห้วยทราย หลวงน้ำทาบ่อเต็นบ่อหาน(ชายแดน
จีน)เหมิงล่าเชียงรุ่ง(สิบสองปันนา)คุนหมิง รวมระยะทาง 1,863 กม. ให้เหลือเพียง 20 ชั่วโมง เทียบกับการขนส่งข้ามแดนแบบเดิมที่ใช้เวลา 42 ชั่วโมง
ดนด้าน วิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจีน และที่ปรึกษาโครงการเตรียมความพร้อมยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อร่วมมือจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม และนิคมฯ บริการโลจิสติกส์ในต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งสินค้าไทยเข้าจีนทำได้ลำบากมาก เพราะจีนกำหนดมาตรฐานการนำเข้าที่เรียกว่า China Association for Quality หรือ CAQ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไทยส่งสินค้าเข้าจีนโดยตรงไม่ได้ ทำให้มีปัญหาสินค้าตกค้างอยู่ชายแดน หรือที่ผ่านเข้าไปได้ก็ต้องฝากพ่อค้าคนกลางของจีนขาย จึงถูกกดราคา
การแก้ปัญหานี้จะต้องอาศัยระดับรัฐบาลไทยเป็นผู้นำ ที่จะช่วยให้เอกชนติดต่อประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่นจีนได้ง่ายขึ้น มีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลจีนได้มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนสิทธิพิเศษต่างๆ เนื่องจากระบบธุรกิจในจีนค่อนข้างซับซ้อน และมีสายสัมพันธ์หลายระดับ
แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการมีนิคมฯ บริการโลจิสติกส์ของไทยในจีน เพื่อเป็นจุดให้ทางการจีนเข้ามาอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้าขาเข้าจากไทย ซึ่งในเขตนครคุนหมิง มณฑลยูนนานมีนิคมฯ บริการโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพที่จะให้บริการเห็นศูนย์รับและกระจายสินค้าไทยได้ เช่น นิคมฯ บริการโลจิสติกส์ และคลังสินค้ายูนนานเถิงจวิ้น เป็น 1 ใน 2 วิสาหกิจโลจิสติกส์ที่รัฐบาลนครคุนหมิงสนับสนุนเป็นพิเศษ
พร้อมกันนี้ กนอ.ได้พาคณะติดตามการทำงานของนิคมฯ โลจิสติกส์และคลังสินค้ายูนนานเถินจวิ้น หนึ่งในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ตามยุทธศาสตร์ชาติที่เรียกว่า “จุดเชื่อมต่อทางบกระหว่างประเทศ” หรือ “ยุทธศาสตร์เฉียวโถวเป่า” ที่กำหนดให้มณฑลยูนนานเป็นประตูสู่ประเทศในเอเชียใต้และอาเซียน
นิคมฯ เถิงจวิ้นตั้งอยู่ห่างจากนครคุนหมิงราว 50 กม. แบ่งโครงการออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ประกอบด้วยโกดังสินค้า 5 แสนตารางเมตร การแปรรูปสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ศูนย์ให้ข้อมูลโลจิสติกส์ 2.ศูนย์พาณิชย์ เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างจีนกับประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของจีน ศูนย์แสดงสินค้าและศูนย์ประชุม เป็นต้น ส่วนแรกก่อสร้างเสร็จในเฟสแรก ส่วนที่ 2 จะเริ่มก่อสร้างปีนี้และเสร็จปี 2560
จุดเด่นของนิคมฯ แห่งนี้คือ ตั้งอยู่ในทำเลที่มีรถไฟคุนหมิงแพนเอเชีย ที่เชื่อมต่อไปยังลาว (บ่อเต็นหลวงพระบางเวียงจันทน์) และเข้าสู่ไทยที่ จ.หนองคาย ทางรถไฟเส้นนี้คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในปี 2560 และเส้นที่เชื่อมกับเวียดนาม (หลักเซิน) จะเริ่มก่อสร้างในปี 2556 แล้วเสร็จปี 2558
อย่างไรก็ตาม หลังการลงพื้นที่สำรวจนิคมฯ บริการโลจิสติกส์เป้าหมายคณะของ กนอ. ได้ร่วมหารือกับทั้งผู้บริหารของนิคมฯ โลจิสติกส์เถิงจวิ้น และทางการจีน ซึ่งผู้ว่าการ กนอ. เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ในการหารือได้พูดคุยถึงสิทธิประโยชน์ที่ทางไทยจะได้รับหากเข้าไปลงทุน เพราะแม้ในการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นการลงทุนที่คุนหมิงจะเป็นรูปแบบนิคมฯบริการโลจิสติกส์ที่รัฐบาลจีนและระดับมณฑลยูนาน ให้การสนับสนุนแต่ระดับการได้สิทธิประโยชน์ต้องเป็นไปตามหลักการของทางการจีน ซึ่ง กนอ.ได้ขอข้อมูลไปแล้วคาดว่าจะได้รายละเอียดทั้งหมดภายใน 90 วัน
เกี่ยวกับการมองหาพื้นที่อุตสาหกรรมในต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายทั้งภาคการลงทุนและการค้าของผู้ประกอบการไทยนี้ วีรพงศ์ เพิ่มเติมว่า กนอ.จะตั้งบริษัทลูกชื่อ ไออีเอที อินเตอร์เนชั่นแนล (IEAT Inter national) คอยดูแลการลงทุนดังกล่าว ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายที่จะเป็นโครงการนำร่อง 2 แห่ง คือที่เมืองทวาย พม่า และที่นครคุนหมิง จีน โดยการตั้งบริษัทลูกจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เดือน ก.พ.มี.ค. จากนั้นเสนอแผนให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณา คาดว่าจะได้เสนอและได้รับการอนุมัติจัดตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปีงบประมาณ 2556 หรือก่อนสิ้นเดือน ก.ย. 2556
การเดินหน้าตามแผนของ กนอ. ครั้งนี้ เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ที่เหลือหลังจากนี้ก็ต้องตามติดว่าจะบรรลุเป้าหมายสมบูรณ์ได้ตามกำหนดการที่ว่างไว้หรือไม่ เพื่อเป้าหมายที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งและภาคอุตสาหกรรม







