
เร่งเครื่องรัฐถกค้าเสรีอียูห่วงตกขบวน
ภาคเอกชนจี้ไทย เร่งเปิดเจรจาเอฟทีเอไทยอียู ทดแทนถูกตัดสิทธิจีเอสพี
ภาคเอกชนจี้ไทย เร่งเปิดเจรจาเอฟทีเอไทยอียู ทดแทนถูกตัดสิทธิจีเอสพี
นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ที่ปรึกษาสภาธุรกิจไทยสหภาพยุโรป กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีความจำเป็นต้องเร่งเปิดการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เพื่อทดแทนการถูกตัดสิทธิพิเศษทางด้านภาษี (จีเอสพี) จากสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 เนื่องจากปัจจุบันประเทศคู่แข่งที่สำคัญของไทยภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้เริ่มเจรจาเอฟทีเอกับกลุ่มอียูแล้ว
ทั้งนี้ หากไทยยังไม่เร่งเปิดเจรจาข้อตกลงดังกล่าว จะทำให้สินค้าส่งออกไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่ค้าอื่นได้ ทั้งยังจะเสียโอกาสในการเป็นประตูเชื่อมโยงด้านการลงทุนจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของยุโรป ที่ต้องการโยกย้ายฐานผลิตเข้ามาในภูมิภาคนี้ โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันธุรกิจอาหารสำเร็จรูปและสินค้าเกษตรที่ใช้ไทยเป็นฐานผลิตอยู่แล้ว จะถูกบีบให้โยกย้ายฐานไปประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับอียู
“หากไทยยังไม่เปิดเจรจากับอียู จะก่อให้เกิดความสูญเสียมหาศาล โดยคาดว่าตัวเลขความสูญเสียในปีแรกจะอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 1.2% ของจีดีพีประเทศ และในระยะยาวความเสียหายจะเพิ่มเป็น 11% โดยธุรกิจที่เคยได้รับสิทธิจีเอสพี เช่น อาหารแปรรูปกุ้งแช่แข็ง ยานยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบรุนแรง อาจมีคนตกงานถึง 1 แสนคน” นายกฤษฎา กล่าวนายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู ประธานกรรมการสภาธุรกิจไทยสหภาพยุโรป กล่าวว่า ภาครัฐและภาคเอกชนมีท่าทีตรงกันว่าต้องการสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากการส่งออกของไทยไปยังสหภาพยุโรปคิดเป็นสัดส่วนถึง 18 % ของมูลค่าการส่งออกรวม ซึ่งถือเป็นระดับที่มีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าเจรจาจะต้องมีการประชุมร่วมกับภาคประชาสังคม(เอ็นจีโอ) ซึ่งข้อกังวลใหญ่ของภาคประชาสังคมคือผลกระทบจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในกลุ่มยารักษาโรคและการเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่
นายชาญศักดิ์ กล่าวว่า สภาธุรกิจฯอยู่ระหว่างจัดทำสรุปผลกระทบและข้อเสนอแนะเชิงลึกเป็นรายอุตสาหกรรม เพื่อเสนอต่อให้กับรัฐบาลเพิ่มเติมจากร่างกรอบการเจรจาชุดแรก 17 ประเด็น ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ปีที่ผ่านมา เช่น สินค้าภาคเกษตรที่ยุโรปค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการใช้สารเคมี อาจเสนอให้ร่วมกันจัดตั้งแล็ปทดสอบในไทยเพราะป้องกันสินค้าถูกตีกลับ เป็นต้น







