
ทิสโก้ลุ้นหุ้นพลังงานฟื้นหนุนดัชนี
ทิสโก้” ชี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อน หุ้นเอเชียได้ประโยชน์มากสุด เชื่อหุ้นไทยมีโอกาสทะลุ 1,500 จุด ถ้าเงินทุนยังไหลเข้ากลุ่มพลังงานฟื้น
ทิสโก้” ชี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อน หุ้นเอเชียได้ประโยชน์มากสุด เชื่อหุ้นไทยมีโอกาสทะลุ 1,500 จุด ถ้าเงินทุนยังไหลเข้ากลุ่มพลังงานฟื้น
น.ส.วรสินี สังวรเวชภัณฑ์ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ทิสโก้ เวลธ์ เปิดเผยว่า ทิสโก้ เวลธ์ กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น เนื่องจากสถิติ 7 ปีที่ผ่านมา พบว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะเคลื่อนไหวในทางตรงข้ามกับตลาดหุ้นและตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นจะบวกได้มากที่สุด โดยหากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 1% จะทำให้ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.56%
“สำหรับตลาดหุ้นไทยปีนี้ เรามีเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,500 จุด ซึ่งหากดูจากดัชนีในระดับปัจจุบันถือว่ามีโอกาสจะปรับเพิ่มขึ้นได้อีกไม่มากแล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตลาดหุ้นยังสามารถบวกต่อไปได้ หากมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นสามารถฟื้นกลับมาหากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เพราะฉะนั้นหุ้นไทยตอนนี้ไม่ได้น่ากลัวและไม่ได้แพงเมื่อเทียบกับกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) ที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ประมาณ 14 เท่า” น.ส.วรสินี กล่าว
อย่างไรก็ตาม น.ส.วรสินี แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นจีน โดยประเมินว่าตลาดหุ้นจีนมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 30%
ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่ายังส่งผลดีต่อราคาทองคำด้วยเช่นกัน โดยประเมินว่าปีนี้ราคาทองคำจะขึ้นไปถึง 1,850 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากระดับปัจจุบัน
นายกำพล อดิเรกสมบัติ เศรษฐกรอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง ได้แก่ การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด
“ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีโอกาสจะกลับมาแข็งค่าในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มครบกำหนดการชำระหนี้ของหลายประเทศในยุโรป ซึ่งคาดว่าตลาดจะกลับมากังวลว่าประเทศเหล่านี้ จะมีเงินจ่ายหนี้หรือไม่ และในระยะสั้นจะทำให้เงินยูโรอ่อนค่าและเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า นอกจากนี้ หากสหรัฐยังไม่มีทางออกเรื่องเพดานหนี้สาธารณะจนทำให้เกิดการลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลง จะทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและกลับไปถือเงินเหรียญสหรัฐแทน” นายกำพล กล่าว
นอกจากนี้ นายกำพล ยังกล่าวอีกว่า ในครึ่งหลังของปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอยู่ที่ 3.25% เพื่อทำให้อัตราดอกเบี้ยที่่แท้จริงเป็นบวก เนื่องจากคาดว่า เงินเฟ้อจะขึ้นไปถึง 3.3% เป็นผลจากราคาอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้น
“ราคาอาหารจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นปัญหาและทุกครั้งที่ี่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบไปประมาณ 78 เดือน ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” นายกำพล กล่าว







