
ขึงผืดเครดิตประเทศไทย
ในที่สุดความฝันของรัฐบาลไทยที่จะเห็นเครดิตประเทศดีขึ้นก็แห้ว เมื่อ สแตน ดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประกาศคงอันดับเครดิตประเทศ ระดับ BBB+ เพราะเป็นห่วงในเรื่องการเมือง และนโยบายรัฐ โดยเฉพาะจำนำข้าว
ในที่สุดความฝันของรัฐบาลไทยที่จะเห็นเครดิตประเทศดีขึ้นก็แห้ว เมื่อ สแตน ดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประกาศคงอันดับเครดิตประเทศ ระดับ BBB+ เพราะเป็นห่วงในเรื่องการเมือง และนโยบายรัฐ โดยเฉพาะจำนำข้าว
คิม เอง ตัน ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์การจัดอันดับภาครัฐของ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ประจำเอเชีย แปซิฟิก เปิดเผยว่า สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) คงอันดับเครดิตประเทศไทยที่ระดับ BBB+ ภายหลังตัวแทนของเอสแอนด์พี ได้เข้าพบกับรัฐบาลไทย เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2555 เพื่อขอข้อมูลฐานะการเงิน และตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจต่างๆ เป็นที่มาของการคงอันดับเครดิตดังกล่าว
เอสแอนด์พี มีมุมมองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดี แต่ปัจจัยสำคัญที่ให้ความสำคัญและเป็นห่วงมาโดยตลอดคือ เสถียรภาพทางการเมือง และในปัจจุบันนี้การเมืองไทยไม่มีปัญหาใดก็ตาม แต่ยังมีความไม่แน่นอนว่า จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตซึ่งถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก
แม้ว่าฐานะทางการคลังของประเทศ อยู่ในระดับดี รัฐบาลไม่มีภาระหนี้ในระดับน่าเป็นห่วงก็ตาม แต่ในแง่ขององค์กรที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายและโครงการต่างๆ ของรัฐบาลนั้น ยังต้องติดตาม เช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน หากในอนาคตเกิดภาระหนี้ขึ้นมาอาจกระทบต่อฐานะการเงินของรัฐบาลในภายภาคหน้าได้
ขณะที่กรณีโครงการจำนำข้าว ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าจะมีผลขาดทุน และหากเกิดผลขาดทุนขึ้นจริงจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของรัฐบาลในอนาคต
สำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศลงทุน 2 ล้านล้านบาท ในโครงการเมกะโปรเจกต์แม้จะนับว่า เป็นผลดีต่อประเทศไทย รัฐบาลมีศักยภาพในการกู้เงินมาลงทุนได้โดยไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือการใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มีการคอร์รัปชัน จะกลายเป็นปัจจัยบวกขึ้นไปอีก
นี่คือปมใหญ่ที่สถาบันจัดอันดับต่างประเทศสะท้อนออกมาถึงคุณลักษณะพิเศษของไทยที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข
หากเอสแอนด์พีตัดสินใจคงอันดับอย่าหมายว่ามูดี้ส์จะขยับให้
แม้แต่ สันติ กีระนันท์ กรรมการผู้จัดการ ทริส เรทติ้ง กล่าวว่า ทางสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก น่าจะคงอันดับเครดิตของไทยไปอีกในระยะ 12 ปีข้างหน้า โดยใช้เวลาเพื่อติดตามผลของมาตรการของรัฐบาลที่ได้ประกาศออกมา หากมาตรการของรัฐบาลทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโต และส่งผลให้ทุกภาคส่วนมีการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นรายได้ประชากร และการลงทุน เชื่อว่าอันดับเครดิตของประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นได้
ในทางกลับกันหากผลของมาตรการของรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจของประเทศและรายได้ของประชากรเติบโต แต่ไม่ได้ทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้น อาจไม่ได้มีผลต่ออันดับเครดิตของประเทศไทย
สันติ กล่าวว่า กรณีเอสแอนด์พี จัดอันดับเครดิตไทยอยู่ในระดับ BBB+ มาเป็นเวลานาน เป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ที่อยู่ระดับ AAA และมาเลเซีย ที่ A เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงด้านการเมืองและภัยธรรมชาติ
ขณะที่ วรพล โสคติยานุรักษ์ เลขา ธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ทางเอสแอนด์พี จัดทำ ASEAN Scale Rating และประกาศให้ไทยได้รับอันดับเครดิต AA ก็ถือว่าจะช่วยให้ตราสารหนี้ไทยอยู่ในสายตาของนักลงทุนโลก การเชื่อมโยงตลาดตราสารหนี้ผ่าน การยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลสู่สากล นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในสินค้าตลาดทุนอาเซียน และดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในอาเซียน
ผลข้างเคียงอีกด้านหนึ่งของการตัดสินใจคงอันดับเครดิตประเทศคือต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลในการก่อหนี้ของภาครัฐซึ่งมีแผนกู้เงินล็อตใหญ่ชุดแรก 3.5 แสนล้านบาท และก้อนใหญ่ชุดที่ 2 อีก 2.27 ล้านล้านบาท
ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังวางแผน ขีดเส้นวางแผนการกู้ยืมเงินในตลาดเงินในประเทศและตลาดต่างประเทศกันเป็นรายสัปดาห์
หากเครดิตประเทศมีการขยับขึ้นเมื่อไหร่ต้นทุนก็ลดลงแต่หากยังคงไว้ก็ต้องหารายได้มาจ่ายดอกเบี้ยอื้อซ่า
จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2555 มีจำนวน 4.87 ล้านล้านบาท คิดเป็น 43.47% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เป็นหนี้ของรัฐบาล 3.45 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.04 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 3.64 แสนล้านบาท และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ 7,263 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 4.82 หมื่นล้านบาท โดยหนี้ของรัฐบาลและหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นล้านบาท และ 31 ล้านบาท ตามลำดับ
เครดิตประเทศที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พยายามล็อบบี้บริษัทจัดอันดับให้ขยับขึ้นจึงสำคัญกับชะตากรรมของคนไทยไม่น้อย







