
แกว่งตัวในกรอบ...ลงซื้อ-ขึ้นขาย
ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้น แต่ยังไม่ผ่านบริเวณ 1,450 จุด โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นเก็งกำไรขนาดเล็กหลังจากปรับตัวขึ้นมาแรง ล่าสุดทางตลาดหลักทรัพย์ออกมาเปิดเผยว่ายังไม่มีมาตรการพิเศษดูแลหุ้นร้อนเพิ่มเติม ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง มีช่วงอ่อนตัวลงแรงในวันพุธกว่า 12 จุด ก่อนที่จะรีบาวด์มาปิดบวก 5 จุด ภาพโดยรวมตลาดมีความผันผวนสูงจากเรื่องภายในประเทศ
ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้น แต่ยังไม่ผ่านบริเวณ 1,450 จุด โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นเก็งกำไรขนาดเล็กหลังจากปรับตัวขึ้นมาแรง ล่าสุดทางตลาดหลักทรัพย์ออกมาเปิดเผยว่ายังไม่มีมาตรการพิเศษดูแลหุ้นร้อนเพิ่มเติม ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง มีช่วงอ่อนตัวลงแรงในวันพุธกว่า 12 จุด ก่อนที่จะรีบาวด์มาปิดบวก 5 จุด ภาพโดยรวมตลาดมีความผันผวนสูงจากเรื่องภายในประเทศ
ในขณะที่ปัจจัยทางด้านต่างประเทศที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสนับสนุนตลาด ตัวเลขเศรษฐกิจจีนยังคงดีต่อเนื่อง GDP ไตรมาส 4 จีนขยายตัว 7.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ที่อยู่ที่ 7.4% ยุติการชะลอตัวและมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจนถึงกลางปี ในขณะที่ทางฝั่งสหรัฐ เรื่องการขยายเพดานหนี้ผ่อนคลายลง หลังจากจะมีการโหวตในคืนวันพุธนี้เพื่อขยายเพดานหนี้ชั่วคราวไปอีก 3 เดือน ส่งผลให้ความเสี่ยงในประเด็นเรื่องเพดานหนี้และการผิดนัดชำระหนี้คลายกังวลลงไป โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องและหนุนตลาดหุ้นทำให้การปรับตัวลงยังจำกัด
ทิศทางในสัปดาห์นี้คาดว่า ตลาดยังคงอยู่ในช่วงของการพักฐาน ในลักษณะของการแกว่งตัวออกด้านข้าง โดยเชื่อว่าข่าวที่ทางการยังไม่มีการออกมาตรการควบคุมหุ้นเก็งกำไรพิเศษจะเป็นปัจจัยหนุนหุ้นเก็งกำไรในช่วงสั้น แต่อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องของตลาดจะส่งผลให้การปรับตัวขึ้นขาดความต่อเนื่อง แนวต้านที่จะทำให้ชะลอตัวอยู่ที่บริเวณ 1,455 และ 1,470 ในขณะที่การปรับตัวลงมีแนวรับที่ทำให้รีบาวด์อยู่ที่ 1,420 และ 1,400 จุด
ประเด็นที่น่าสนใจเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐผ่อนคลายลง หลังจากที่คองเกรสจะมีการพิจารณาในคืนวันพุธเพื่อเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐขึ้นไปจนถึงวันที่ 19 พ.ค. ทำให้ในช่วง 4 เดือนนี้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สหรัฐยังไม่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดทยอยรับรู้ปัจจัยบวกประเด็นเรื่องนี้ไปตั้งแต่ต้นสัปดาห์แล้ว ส่งผลให้ประเด็นนี้ส่งผลบวกต่อตลาดในระดับที่ลดลง
ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อตลาด ได้แก่ เรื่องของการใช้นโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่น (BOJ) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากเงินเฟ้อ แม้ว่าทาง BOJ จะมีมติเพิ่มเป้าหมายเงินจาก 1% ไปเป็น 2% แต่การซื้อพันธบัตรและตั๋วเงินคลังแบบปลายเปิดมูลค่า 13 ล้านล้านเยน จะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2014 เป็นต้นไป
การดำเนินการของธนาคารกลางญี่ปุ่น เป็นการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบของค่าเงินเยน จากการทำ QE แบบปลายเปิดทั้งของ ECB และ FED ทำให้ภาพรวมสภาพคล่องจากธนาคารกลางหลักๆ ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่หนุนตลาดทุนทั่วโลก ให้สภาพคล่องล้นระบบ รวมถึงจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศที่ไม่มีการใช้นโยบายผ่อนคลายอย่างไทย ค่าเงินจะแข็งค่าโดยเปรียบเทียบและในระยะสั้นไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันผ่านทางค่าเงิน
ส่วนหุ้นรายกลุ่ม ประเมินว่า หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ จะเป็นหุ้นขนาดกลางที่ขึ้นช้า และปัจจัยพื้นฐานมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุด เช่น กลุ่มเดินเรือหรือกลุ่มเหล็กที่ได้ประโยชน์จากการก่อสร้างภายในประเทศ ทำให้ภาพรวมจะเป็นการเลือกซื้อหุ้นที่ปรับตัวขึ้นช้าและแนวโน้มในอนาคตดี ส่วนการเก็งกำไรในหุ้นต่ำกว่าบาทเชื่อว่าจะกลับมาปรับตัวขึ้นในช่วงแรกหลังจากไม่มีการออกมาตรการพิเศษจากทางการ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากระแสข่าวการตรวจสอบหุ้นเก็งกำไรจะมีออกมาต่อเนื่อง ตราบใดที่ราคาหุ้นยังมีการปรับตัวขึ้นหวือหวา
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยซื้อหุ้นช่วงอ่อนตัวลงตามแนวรับ และขายช่วงปรับตัวขึ้น เชื่อว่าตลาดจะเป็นลักษณะของการแกว่งตัวออกด้านข้าง แต่หุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการกลับมา Turn around ในช่วง 12 ปีข้างหน้า อย่างหุ้นในกลุ่มเดินเรือ และหุ้นกลุ่มเหล็ก แนะนำให้ทยอยซื้อช่วงปรับตัวลงเพื่อรอการปรับตัวขึ้นในระยะกลางยาว







