
ประกันชีวิตเล็งบอนด์4หมื่นล.
พันธบัตรสบน.ล็อตใหม่มี.ค.นี้ตั้งอนุกรรมการศึกษาผลดีเสีย
พันธบัตรสบน.ล็อตใหม่มี.ค.นี้ตั้งอนุกรรมการศึกษาผลดีเสีย
สมาคมประกันชีวิต เล็งพันธบัตรรัฐบาลล็อตใหม่ 4 หมื่นล้าน เดินหน้าศึกษาข้อมูลรับการลงทุน
นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมธุรกิจประกันชีวิตไทย และกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านการลงทุนของสมาคมฯ ที่มีคณะกรรมการการลงทุนของทุกบริษัทประกันชีวิตร่วมอยู่ด้วย พิจารณาศึกษาถึงผลตอบแทนการลงทุนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรอบล่าสุด ที่ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กำลังจะเสนอขายออกมาว่า จะสอดคล้องและมีความเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และระยะเวลารับประกันชีวิตหรือไม่
อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการหารือกับ สบน.ด้วย และเมื่อได้ข้อมูลแล้ว การตัดสินใจว่าเข้าไปลงทุนหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายและการบริหารจัดการของแต่ละบริษัท ว่าจะบริหารผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสินไหมและสินทรัพย์การลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้ สบน.มีแผนที่จะออกพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ เพื่อสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ และ Inflation linked Bond รุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 15 ปี วงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 4% ขึ้นไป ซึ่งจะออกจำหน่ายในเดือน มี.ค. 2556
สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันในประเทศไทย ยังมีโอกาสเติบโตสูง เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่ยังถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ถึง 30% เมื่อเทียบกับอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่มีสูงถึง 3.1%
นายสาระ กล่าวว่า ขณะเดียวกันทุกบริษัทก็ต้องเตรียมพร้อมรองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ด้วย โดยในส่วนของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิตนั้น เชื่อว่าสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในระบบหลังเปิดเออีซีได้แน่นอน เนื่องจากได้มีการวางแผนรับมือและพัฒนาในส่วนสำคัญเพื่อรองรับไว้แล้ว รวมถึงการเพิ่มโอกาสธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศหากมีจังหวะที่เหมาะสม
สำหรับการพัฒนาสินค้าต่างๆ นอกเหนือจากจะออกสินค้าใหม่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในอนาคตแล้ว สินค้าเดิมอย่างประกันภัยแบบอิสลาม หรือตะกาฟุล บริษัทได้มีการพัฒนามาโดยตลอด
“สำหรับการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ของบริษัทเพื่อรองรับเออีซีนั้น เราได้เริ่มจัดการตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมาแล้ว โดยจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปจนถึงการเปิดเสรีอย่างเป็นทางการในปี 2558 สำหรับแผนการพัฒนาดังกล่าวในเรื่องของบุคลากร บริษัทจำเป็นต้องมีการอบรมบุคลากรให้มีความแข็งแกร่งเพื่อรองรับกับงานที่จะเข้ามามากขึ้น รวมถึงการเพิ่มบุคลากรในอนาคต การพัฒนาด้านบริการและการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์” นายสาระ กล่าว
ด้านบริการก็เช่นกัน บริษัทต้องมีการพัฒนาบริการด้านต่างๆให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าการเข้าสู่ AEC จะทำให้มีคนในประเทศต่างๆเดินทางเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจประกันไทยยังมีโอกาสที่จะไปทำตลาดในต่างประเทศด้วยเช่นกัน และการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและตรงความต้องการของลุกค้า โอกาสที่จะเข้าสู่ตลาดนอกประเทศก็จะมีเพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันในประเทศไทย มองว่า โอกาสที่จะเติบโตขึ้นมีค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่ยังไม่ถือครองกรมธรรม์คุ้มครองมีมากถึง 30% หรือเทียบกับ อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) มีสูงถึง 3.1% ดังนั้น จะเห็นว่าธุรกิจประกันยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ในส่วนของบริษัทเชื่อว่าสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในระบบหลังเปิด AEC ได้แน่นอน เพราะบริษัทได้มีการวางแผนรับมือและพัฒนาในส่วนสำคัญเพื่อรับมือเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว รวมถึงการเพิ่มโอกาสธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศหากมีจังหวะที่เหมาะสม
ในส่วนของการพัฒนาสินค้าต่างๆนอกเหนือจากจะออกสินค้าใหม่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในอนาคตแล้ว สินค้าเดิมอย่างประกันภัยแบบอิสลาม หรือ ตะกาฟุล บริษัทได้มีการพัฒนามาโดยตลอด เชื่อว่าจะสามารถรองรับกับการเปิด AEC ครั้งนี้ได้







