posttoday
แนวโน้ม...กลุ่มโรงแรมสดใส

แนวโน้ม...กลุ่มโรงแรมสดใส

22 มกราคม 2556

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ไม่ปกติต่างๆ ทั้งการเมืองและภัยธรรมชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นในอัตราค่อนข้างสูงเฉลี่ย 16.4% ต่อปี ในช่วงปี 2553–2555 สูงกว่าในอดีตที่ยังไม่มีปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศที่มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 6.2% ต่อปี ในช่วงปี 2541-2548 นักท่องเที่ยวที่เข้ามายังประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วในระยะหลัง ได้แก่ กลุ่มเอเชียตะวันออก ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจในเกณฑ์ดีเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้นเป็น 56% จากที่มีสัดส่วน 51% เมื่อ 3 ปีก่อน สำหรับสัดส่วนของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่ลดลงจาก 28% เหลือ 26% ในปีที่ผ่านมา เพราะนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเติบโตในอัตราที่สูงกว่า แต่หากนับจำนวนแล้วนักท่องเที่ยวชาวยุโรปไม่ได้ลดลงเลย แต่ยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สวนทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในยุโรปที่ชะลอตัว ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงแรมในปีที่ผ่านมาทำได้น่าพอใจ เพียงแต่ข้อเสียหลักคือสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นค

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ไม่ปกติต่างๆ ทั้งการเมืองและภัยธรรมชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นในอัตราค่อนข้างสูงเฉลี่ย 16.4% ต่อปี ในช่วงปี 2553–2555 สูงกว่าในอดีตที่ยังไม่มีปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศที่มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 6.2% ต่อปี ในช่วงปี 2541-2548 นักท่องเที่ยวที่เข้ามายังประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วในระยะหลัง ได้แก่ กลุ่มเอเชียตะวันออก ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจในเกณฑ์ดีเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้นเป็น 56% จากที่มีสัดส่วน 51% เมื่อ 3 ปีก่อน สำหรับสัดส่วนของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่ลดลงจาก 28% เหลือ 26% ในปีที่ผ่านมา เพราะนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเติบโตในอัตราที่สูงกว่า แต่หากนับจำนวนแล้วนักท่องเที่ยวชาวยุโรปไม่ได้ลดลงเลย แต่ยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สวนทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในยุโรปที่ชะลอตัว ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงแรมในปีที่ผ่านมาทำได้น่าพอใจ เพียงแต่ข้อเสียหลักคือสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นค่อนข้างต่ำ มีซื้อขายกันอยู่เพียง 2-3 หลักทรัพย์ ซึ่งหุ้นที่ FSS เราเลือก CENTEL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้

เงินบาทแข็งค่าเป็นเพียงจิตวิทยาเชิงลบ

ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นกระแสจิตวิทยาเชิงลบต่อราคาหุ้น เพราะนักท่องเที่ยวต้องจ่ายเงินในสกุลนั้นๆ สูงขึ้น เมื่อเทียบกับอัตราค่าห้องพักที่เป็นเงินบาท ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาน้อยลงกว่าที่ควรเป็น อย่างไรก็ตาม อัตราห้องพักของโรงแรมในไทยยังถือว่าค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับต่างประเทศจากข้อมูลจากสมาคมโรงแรมไทย (THA) ระบุว่า ราคาห้องพักเฉลี่ยกลุ่มโรงแรม 5 ดาวของไทยอยู่ที่ประมาณ 97 เหรียญสหรัฐ ขณะที่โรงแรมระดับเดียวกันในกลุ่มอาเซียนอยู่ที่ 150-200 เหรียญสหรัฐ ยังมีช่องว่างของราคาที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เลือกมาไทย รวมถึงเป็นโอกาสในการขยับอัตราห้องพักขึ้นได้ในอนาคต และในช่วงปลายปี 2553 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2554 ที่เงินบาทแข็งค่าถึง 29.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงแรมไม่ถูกกระทบ

อัตราเข้าพักค่าห้องพักเฉลี่ยยังเพิ่มสูงขึ้น

อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) เดินหน้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 49% ในปี 2552 เป็น 60.2% ในงวด 11 เดือนแรกของปี 2555 อัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (Average Room RateARR) เพิ่มขึ้นเช่นกัน 3% สำหรับงวด 11 เดือนแรกปี 2555 FSS คาดว่าแนวโน้มของ Occupancy Rate และ ARR จะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามทิศทางของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น

nธุรกิจอาหารหนุนการเติบโตธุรกิจโรงแรม

ธุรกิจร้านอาหารยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีต่อเนื่องจากการบริโภคในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงการขยายของชุมชนเมืองในต่างจังหวัด ซึ่งทำให้ผู้ประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าเข้าไปลงทุนขยายสาขามากขึ้น โดยธุรกิจร้านอาหารสามารถหนุนผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมให้โดดเด่นมากขึ้นในช่วง High Season และยังคงเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญอย่างยิ่งในการประคองผลการดำเนินงานในช่วง Low Season ของธุรกิจโรงแรม โดย MINT และ CENTEL จะได้รับประโยชน์จากการที่มีธุรกิจร้านอาหาร ส่วน ERW ซึ่งไม่มีธุรกิจดังกล่าว ERW จึงมีผลการดำเนินงานที่ผันผวนมากที่สุดจากปัจจัยฤดูกาล

คาดผลดำเนินงานปีนี้ยังทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง

FSS คาดว่าผลดำเนินงานหลักของกลุ่มโรงแรมจะทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะเติบโต 21% โดยคาดว่า ERW จะมีกำไรเติบโตที่มากที่สุดถึง 113.5% แต่ก็เป็นเพราะฐานที่ต่ำมากในปีก่อน ส่วน CENTEL และ MINT ยังคงเติบโตได้โดดเด่น 29.0% และ 15.7% ตามลำดับ เราเลือก CENTEL เป็น Top pick จากกำไรที่คาดว่าจะโดดเด่น และ ROE ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 20% ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่ม โดยประเมินราคาพื้นฐานที่ 33 บาท ขณะที่ MINT อยู่ที่ 25 บาท และ ERW 3.70 บาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท