
เพลย์อินเตอร์หวัง3เกมหลักฟันพันล้านปีนี้
เพลย์อินเตอร์ ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท มุ่งขยายพันธมิตรร้านเกมครบหมื่นแห่งปีนี้ พร้อมเปิดตัวเกมใหม่ พอยท์แบงก์ เตรียมงบตลาด80ล้านบาทจัดกิจกรรมตลอดปี
เพลย์อินเตอร์ ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท มุ่งขยายพันธมิตรร้านเกมครบหมื่นแห่งปีนี้ พร้อมเปิดตัวเกมใหม่ พอยท์แบงก์ เตรียมงบตลาด80ล้านบาทจัดกิจกรรมตลอดปี
นายสกลกรย์ สระกวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพลย์อินเตอร์ ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ เปิดเผยว่า ตลาดเกมออนไลน์ปีนี้คาดว่าจะเติบโตกว่า 10% มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยผู้ให้บริการรายใหญ่จะนำเกมเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการรายเล็กหรือรายใหม่จะอยู่รอดได้ลำบาก เนื่องจากมีเกมโซเชียล หรือเกมบนมือถือและแท็บเล็ตมาเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพลย์อินเตอร์ยังตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 1,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 400 ล้านบาท จากการให้บริการเกมออนไลน์ 2 เกม มีสมาชิกผู้เล่นประมาณ 7 ล้านไอดี โดยมีประมาณ 15% ที่ใช้จ่ายเงินในการเล่นเกม ซซึ่งมียอดรายได้เฉลี่ยต่อผู้เล่นที่จ่ายเงินต่อเดือนประมาณ 450 บาท และในปีนี้จะเน้นขยายพันธมิตรร้านอินเทอร์เน็ตมาให้บริการเกมของเพลย์อินเตอร์เป็น 1 หมื่นแห่ง จากปัจจุบันมีกว่า 5,000 แห่ง
นอกจากนี้ เพลย์อินเตอร์ได้เปิดตัวเกมใหม่ พอยต์แบลงก์ หลังจากที่ผู้ให้บริการเดิมหมดสัญญา โดยอยู่ระหว่างการโอนย้ายฐานข้อมูลผู้เล่น จากที่มีอยู่เดิม 1.7 ล้านไอดี คาดว่าภายในเดือนนี้จะมีกว่า 60% ของผู้เล่นเดิมโอนย้ายมา และภายในปีนี้น่าจะโอนย้ายมาจนครบถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักในการเพิ่มสมาชิกผู้เล่นและรายได้ของบริษัท
“ในปีนี้เพลย์อินเตอร์จะให้บริการ 3 เกมหลัก นอกจากพอยท์แบงก์ อีก 2 เกมคือ ฮีโร ออฟ นิวเอิร์ธ และ ลีก ออฟ ลีเจนด์ โดยหากผู้เล่นมาเล่นที่ร้านอินเทอร์เน็ตจะมีสิทธิพิเศษมากกว่าเล่นที่บ้าน” นี่คือกลยุทธ์ที่บริษัทให้การช่วยเหลือพันธมิตร ทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างดี” นายสกลกรย์ กล่าว
นอกจากนี้ เพลย์อินเตอร์ได้เตรียมงบ 80 ล้านบาท เพื่อจัดกิจกรรมการแข่งขันเกมอย่างต่อเนื่องทุกเดือน และจัดแข่งทัวร์นาเมนท์ใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้มีการเล่นเกมอย่างต่อเนื่อง และสร้างสังคมผู้เล่นขึ้น
นายสกลกรย์ กล่าวต่อไปว่า เพลย์อินเตอร์ อยู่ระหว่างการเปลี่ยนชื่อบริษัท เป็น บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับบริษัทร่วมทุนจากไต้หวัน แต่สัดส่วนถือหุ้น คนไทยยัง 51% เท่าเดิม เพื่อให้การประสานงาน การเจรจาทางธุรกิจสะดวกมากขึ้น เนื่องจากมีบริษัท การีนา อยู่ทุกประเทศในภูมิภาคนี้







