
ไปทำ ‘Work Shop’ให้พม่าที่เมืองเนย์ปิดอว์ (2)
เพื่อเพิ่มความพร้อมให้แก่พม่าที่เปิดตัวต่อโลกภายนอกมานานปี หลายๆ หน่วยงานจากต่างประเทศ ต่างพร้อมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้ “แดนโสร่ง” ออกปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศเองมากยิ่งขึ้น
เพื่อเพิ่มความพร้อมให้แก่พม่าที่เปิดตัวต่อโลกภายนอกมานานปี หลายๆ หน่วยงานจากต่างประเทศ ต่างพร้อมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้ “แดนโสร่ง” ออกปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศเองมากยิ่งขึ้น
หน่วยงานต่างประเทศที่อยู่ใกล้ตัวพม่ามากที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ “ASEAN Secretariat” ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น “พี่เบิ้ม” ใหญ่ของอาเซียน
เพราะนอกจากการมีขนาดของประชากรกว่า 200 ล้านคนแล้ว อินโดนีเซียยังมีมูลค่า GDP ที่สูงที่สุดในหมู่สมาชิกอาเซียนทั้งหมดที่มีด้วยกัน 10 ประเทศ
หน่วยงานหนึ่งในสังกัดของ “ASEAN Secretariat” ที่แข็งขันต่อการช่วยพัฒนาบรรดาประเทศริมฝั่งโขงที่เป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียน (New ASEAN Members) จำนวน 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม หรือที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า “CLMV” ที่ทยอยเข้าเป็นสมาชิกของอาเซียนในทศวรรษที่ 1990’s
นับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990’s เป็นต้นมา เมื่อสงครามเย็น(Cold War) ได้ยุติลง ประเทศในอุษาคเนย์ที่เคยอยู่ในระบบสังคมนิยมและใช้ระบบเศรษฐกิจปิด (Closed Economy) ก็เริ่มทยอยเปิดตัวสู่โลกภายนอก พร้อมกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยมุ่งสู่ระบบตลาด (Market Economy) เพิ่มมากขึ้น โดยเวียดนามเป็นประเทศแรกในกลุ่ม “CLMV” ที่เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ในปี 1995 ตามด้วยพม่าและลาวในปี 1997 และกัมพูชาในปี 1999
แต่ในบรรดาประเทศที่เริ่มใช้ระบบเศรษฐกิจเปิด (Open Economy) ช้าที่สุดในบรรดา “CLMV” ดูจะเป็นสหภาพเมียนมาร์ ที่ยังมีปัญหาการเมืองภายในประเทศและการถูกแซงก์ชันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบรรดามหาอำนาจตะวันตก
จนกระทั่งถึงปลายทศวรรษที่ 2000’s และต้น 2010’s สหภาพเมียนมาร์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็งเส่ง จึงเริ่มเปิดประตู “แดนโสร่ง” ออกมาอย่างรวดเร็วฉับไว ชนิดสร้างความตื่นตะลึงให้โลกไม่ใช่น้อย
การที่พม่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการพัฒนาสูง ไม่ว่าจะพิจารณาจากขนาดของประเทศที่มีพื้นที่ถึงประมาณ 6.78 แสนตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มอาเซียน โดยเป็นรองเฉพาะอินโดนีเซียเท่านั้น ขณะที่มีประชากรถึงประมาณ 60 ล้านคน ทำให้โลกต่าง “ตื่นพม่า” กันถ้วนหน้า
เพื่อช่วยส่งเสริมให้พม่าที่ปิดตัวมานาน และยังมีขนาดของ GDP ที่เล็กมากๆ เมื่อเทียบกับ “ขนาด” ของประเทศ กล่าวคือ พม่ามีมูลค่า GDP เพียงประมาณหนึ่งในสิบของมูลค่า GDP ของไทยเท่านั้น บรรดาประเทศต่างๆ ทั้งจากภาคตะวันตกและภาคตะวันออกด้วยกัน ต่างช่วยกันในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำให้พม่าเปิดตัวสู่โลกภายนอกอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น
หนึ่งในหน่วยงานข้างต้นก็คือ “ERIA” ที่ย่อมาจากคำว่า “Economic Research Institute for ASEAN and East Asia” ภายใต้สังกัดของ “ASEAN Secretariat” นั่นเอง
หลายขวบปีที่ผ่านมานี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยของ “ARIA” ที่ประกอบด้วยหลายๆ ชาติ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จากประเทศอาเซียนเอง ออสเตรเลีย ฯลฯ ต่างมีกิจกรรมภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า “Capacity Building” ให้แก่ประเทศ “CLMV” ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา (Seminar) การจัดฝึกอบรม (Training) การประชุมขนาดใหญ่ (Conference) การจัด “Workshop” และการทำวิจัย ฯลฯ
ผู้เขียนเองมีโอกาสเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว ทั้งการเป็นนักวิจัย เป็นวิทยากรผู้บรรยาย และที่ปรึกษาในโครงการดังกล่าวมาหลายปีแล้ว ทำให้โอกาสในการ “ตระเวน” ไปสู่ประเทศต่างๆ ข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม กัมพูชา สหภาพเมียนมาร์ สปป.ลาว รวมตลอดถึงประเทศใกล้เคียงอื่นๆ เช่น มณฑลยูนนาน ของจีน ที่มีชายแดนติดกับทั้งเวียดนาม พม่า และลาว เป็นระยะๆ ในช่วงหลายขวบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจภาคสนาม (Field Surveys) การสำรวจเส้นทางและระบบโลจิสติกส์ (Logistics Surveys) การเป็นวิทยากรบรรยายให้แก่ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิก “CLMV” ที่ผู้เข้าฟังคำบรรยายจะมีทั้งข้าราชการของกระทรวงต่างๆ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ฯลฯ
โครงการล่าสุดในช่วง 12 ขวบปีมานั้น ทาง “ARIA” จะจัดทั้งการสัมมนาใหญ่และการประชุมกึ่งปฏิบัติการ (Workshop) ให้แก่สมาชิกของ “CLMV” โดยในปี 2012 ที่ผ่านมา
ผู้เขียนมีโอกาสไปเป็นวิทยากรและ “พี่เลี้ยง” ในการทำ “Workshop” ให้แก่กัมพูชาและพม่า โดยครั้งล่าสุดในปลายปี 2012 ที่ผ่านมา ก็คือโครงการที่ดำเนินการในกรุงเนย์ปิดอว์ อันเป็นเมืองหลวงใหม่ของพม่า ที่ตั้งอยู่ห่างจากย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าขึ้นไปทางเหนือกว่า 300 กิโลเมตร
ถ้าใช้เวลาเดินทางทางเครื่องบินจากย่างกุ้งไปกรุงเนย์ปิดอว์ ก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ถ้าเดินทางโดยทางรถยนต์บน “Toll Way” ใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้ ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 45 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของยวดยานที่ใช้ในการเดินทาง โดยถ้าหากเป็นรถบัสโดยสารคันใหญ่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางยาวขึ้น เพราะถนน “Toll Way” ที่เปิดใช้ใหม่ดังกล่าว นอกจากจะคับแคบแล้ว บางช่วงยังขรุขระด้วยปัญหามาตรฐานการก่อสร้างถนน
การสัมมนาครั้งล่าสุดที่ “ERIA” จัดให้แก่พม่าในปลายปี 2012ที่ผ่านมา มีชื่อเป็นทางการว่า “ERIA Capacity Building Program Nay Pyi Taw Seminar and Workshop 2012 : Globalization and Development Strategy in Myanmar toward ASEAN Economic Intergration” ที่จัดขึ้น 2 วัน ในช่วงวันที่ 1 และ 2 ของเดือน ต.ค. 2012 ที่ผ่านมา







