
ความเสี่ยงธุรกิจไทยในสถานการณ์บาทแข็ง
สถานการณ์ค่าเงินบาทขณะนี้ถือว่าแข็งค่าทุบสถิติที่สุดในรอบ 17 เดือน หลุด 30 บาท/เหรียญสหรัฐ มาแตะที่ 29.70 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจากต้นปีแล้ว 2.8%
สถานการณ์ค่าเงินบาทขณะนี้ถือว่าแข็งค่าทุบสถิติที่สุดในรอบ 17 เดือน หลุด 30 บาท/เหรียญสหรัฐ มาแตะที่ 29.70 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจากต้นปีแล้ว 2.8%
ขณะที่ปีที่แล้วทั้งปีแข็งค่าขึ้นมาแค่ 3.1%
การปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้รับแรงหนุนสำคัญจากกระแสเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 216 ม.ค. 2556 โดยยอดซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้น 8,300 ล้านบาท และตลาดพันธบัตรไทย 6.95 หมื่นล้านบาท ผนวกกับแรงขายเงินเหรียญสหรัฐในประเทศ หลังจากที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นผ่านระดับสำคัญทางจิตวิทยาหลายระดับอย่างต่อเนื่องนับจากต้นปี
แม้ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยากในระยะสั้น เพราะปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงนี้ เป็นผลมาจากกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งเป็นไปทั้งภูมิภาค
แต่ยังคงมีอีกหลายตัวแปรที่อาจมีผลต่อมุมมองการลงทุน และการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปีที่สหรัฐน่าจะสามารถผ่านพ้นโจทย์ท้าทายทางด้านการคลัง และสถานการณ์วิกฤตหนี้ยูโรโซนที่อาจเข้าสู่ช่วงมีเสถียรภาพ จะเป็นปัจจัยที่เพิ่มสัญญาณเชิงบวกให้กับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศแกนนำสำคัญของโลกให้มีภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
การปรับตัวแข็งค่าของเงินบาทคงจะมีผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในภาพกว้าง ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมได้รับผลดีและผลเสียแตกต่างกัน รวมถึงความสามารถในการปรับตัว และบริหารจัดการของผู้ประกอบการที่จะลดทอนความเสี่ยงและผลกระทบจากค่าเงิน และค่าเงินบาทถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกถึง 60%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าที่กระทบเป็นรายอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการพึ่งพาตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ สัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการของผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรมเป็นหลัก
ธุรกิจที่มีสายการผลิตยาว และมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศค่อนข้างสูง ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานได้รับผลจากการแข็งค่าของเงินบาท ต่อความสามารถทางการแข่งขันอยู่ในขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัด
ธุรกิจบริการในประเทศที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศค่อนข้างน้อย แต่มีจุดแข็งด้านคุณภาพสูงและตลาดมีความหลากหลาย ได้แก่ ท่องเที่ยว โรงแรม ก็อยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้
ธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศค่อนข้างน้อย และประสบปัญหาการสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันอยู่แล้ว ได้แก่ สินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตร (ข้าว มันสำปะหลัง) อาหารแปรรูป สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินของสองคู่แข่งหลัก คือ เงินด่องเวียดนาม และเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย มีทิศทางอ่อนค่าราว 0.1% และ 2.2% ตามลำดับ ตั้งแต่ต้นปี 2556 ซึ่งเมื่อผนวกกับการปรับตัวของต้นทุนสะสมอื่นๆ ที่ปรับสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ยังคงประสบกับความยากลำบากในการแข่งขันต่อเนื่อง และคงจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการเน้นพัฒนาคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจที่พึ่งพาตลาดในประเทศ เป็นหลัก ได้แก่ ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
แม้ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่ออุตสาหกรรมบางกลุ่ม แต่การปรับตัวของค่าเงินก็มิใช่โจทย์เพียงมิติเดียวที่มีผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เพราะภาวะที่เงินบาทยังมีโอกาสที่จะแข็งค่า
ประกอบกับการรับมือกับความท้าทายด้านต้นทุนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นนั้น นอกเหนือจากการเน้นพัฒนาคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องแล้ว ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพและมีความพร้อม ควรจะอาศัยจังหวะนี้ในการแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุน ด้วยการขยายกิจการ/ฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอนาคต เพื่อจับจองพื้นที่ก่อนหน้าคู่แข่งหลักอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย หลังจากที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ทยอยบุกเบิกรุกเข้าไปทำธุรกิจในหลายๆ ประเทศในอาเซียนบ้างแล้วในช่วงก่อนหน้านี้
นอกจากการกระจายตลาดส่งออก การนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งที่มีต้นทุนถูกกว่า การใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านต่างๆ และการบริหารจัดการต้นทุนและสายการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องแล้ว การแสวงหาโอกาสขยายกิจการ การลงทุนไปยังต่างประเทศ จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่เอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันได้







