posttoday
น้ำขึ้นให้รีบตัก

น้ำขึ้นให้รีบตัก

17 มกราคม 2556

สวัสดีครับทุกท่าน ผมคิดว่ายังคงไม่สายเกินไปที่กล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่” สำหรับสมาชิกของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกท่าน ก่อนอื่นคงต้องขออภัยที่หายหน้าหายตาไปหลายเดือน เนื่องจากอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงที่ทำงาน ทำให้ไม่พร้อมที่จะเขียนบทความ แต่สำหรับปีใหม่นี้ “ผมพร้อมแล้ว” ที่จะกลับมาเสนอมุมมองส่วนตัวของผมให้กับสมาชิกโพสต์ทูเดย์เหมือนเดิม

สวัสดีครับทุกท่าน ผมคิดว่ายังคงไม่สายเกินไปที่กล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่” สำหรับสมาชิกของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกท่าน ก่อนอื่นคงต้องขออภัยที่หายหน้าหายตาไปหลายเดือน เนื่องจากอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงที่ทำงาน ทำให้ไม่พร้อมที่จะเขียนบทความ แต่สำหรับปีใหม่นี้ “ผมพร้อมแล้ว” ที่จะกลับมาเสนอมุมมองส่วนตัวของผมให้กับสมาชิกโพสต์ทูเดย์เหมือนเดิม

สำหรับบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยคงเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าดีมากๆๆๆ ซึ่งก็ทำให้นักวิเคราะห์ทำงานยากขึ้น เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาถึงเป้าหมายที่ให้ไว้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่านักลงทุนยังคงมีความรู้สึกกลัวๆ กล้าๆ ว่าตลาดหุ้นขึ้นจริงหรือหลอก...บรรยากาศที่สดใสแบบนี้ผมไม่ได้เห็นมานานแล้ว

ความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ ทำให้ผมตั้งใจจะมานำเสนอมุมมองส่วนตัวของผมว่าผมคิดอย่างไร??? ซึ่งขอแบ่งเป็นประเด็นดังนี้

ประเด็นแรก เกี่ยวกับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยในปี 2555 ถึง 36% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก รวมถึงเป็นตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในเอเชียและอาเซียน โดยประเด็นที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นคือ การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีมากในปี 2555 เนื่องจากเป็นการปรับตัวขึ้นชดเชยปี 2554 ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 ซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนลดลง และทำให้ SET Index ติดลบอยู่ 1% ในขณะที่ปี 2554 ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ยังคงให้ผลตอบแทนในแดนบวกแต่ไม่มากเนื่องจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรป ดังนั้นหากนักลงทุนทุกท่านดูรูปที่ผมแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนตลาดหุ้นในแถบอาเซียน 4 ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2008 จนถึง 2012 จะพบว่า ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีเท่ากัน ยกเว้นตลาดหุ้นมาเลเซียที่ปรับตัวขึ้นเพียง 3.2% ต่อปี ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ตลาดหุ้นไทยไม่ได้เป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดหุ้นในแถบอาเซียนอีกต่อไปแล้วนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ ส่วนผลตอบแทนในอนาคตคงจะต้องขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจ และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนว่าจะสามารถเติบโตได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นได้ต่อเนื่องหรือไม่

ประเด็นสอง เกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยในปี 2556 ผมประเมินว่า มูลค่าที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยในปี 2556 อยู่ที่ระดับ 1,450 จุด อ้างอิงกำไรสุทธิต่อหุ้นที่ 108 บาท โดยใช้เป้าหมาย PER ที่ระดับ 13.50 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการลงทุนในระยะยาว เนื่องจากระดับดัชนีที่ 1,450 จุด หากประเมินเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) จะอยู่ที่ 3.5% ทั้งนี้หากอยู่ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะปกติ ผมเชื่อว่าระดับดังกล่าวที่ผมประเมินไว้ถือว่าน่าจะใช้เป็นระดับสูงสุดของปี 2556 ได้ แต่เนื่องจากสถานการณ์ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงแบบนี้ จึงทำให้มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นเกินกว่าระดับที่ผมคาดการณ์ไว้ได้

ประเด็นที่สาม เกี่ยวกับโอกาสในการปรับเป้าหมาย SET Index ขึ้นจาก 1,450 จุด วานนี้ SET Index ปิดที่ระดับ 1,416 จุด ส่งผลให้มีอัตราผลตอบแทนเหลือเพียง 2.4% จากเป้าหมายของปี 2556 ที่ระดับ 1,450 จุด ซึ่งเข้าลักษณะที่ผมเพิ่งเรียนไปว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นถึงราคาที่เหมาะสมเร็วมาก ประเด็นสำคัญคือ ผมจะปรับเป้าหมาย SET Index ขึ้นหรือไม่ คำตอบคือมีโอกาสครับ โดยสามารถเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ 1) เกิดจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของปี 25562557 ซึ่งคาดว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือน มี.ค.เม.ย. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการประกาศผลการดำเนินงานปี 2555 รวมถึงเป็นช่วงที่น่าจะเห็นความชัดเจนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กลุ่มที่มีโอกาสถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาล และกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี เนื่องจากการคาดการณ์ผลการดำเนินงานในปัจจุบันอยู่บนสมมติฐานที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม ทั้งนี้ผลการดำเนินงานกลุ่มนี้ขึ้นกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กรณีที่ 2) เกิดจากการปรับเป้าหมาย PER ขึ้น จากระดับ 13.50 เท่า ทั้งนี้โดยหลักของการลงทุนแล้ว ระดับ PER ที่เหมาะสมนั้นจะขึ้นกับระดับอัตราการเติบโตที่ยั่งยืน ดังนั้นหากผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นไทยมีการเติบโตที่ยั่งยืนขึ้นระดับ PER เป้าหมายก็มีโอกาสถูกปรับขึ้นตามไปด้วยได้ สำหรับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิโดยเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 12% ค่า Forward PER เฉลี่ยในช่วง 5 ปีอยู่ที่ 10.7 เท่า หากเปรียบเทียบค่า PER กับอัตราการเติบโตจะมีสัดส่วนเท่ากับ 0.89 เท่า สำหรับค่าเฉลี่ยกำไรสุทธิในช่วงปี 25552557 อยู่ที่ 16% ดังนั้นหากนำสัดส่วนค่าเฉลี่ย 0.89 เท่า มาใช้ประเมินหาระดับ PER ที่เหมาะสมสำหรับ 3 ปี จะได้ที่ 14.2 เท่า ซึ่งสูงกว่า 13.50 เท่า

จากที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้ผมประเมินว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตลาดหุ้นไทยยังคงไม่น่าจะผ่าน 1,450 จุดได้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังคงไม่สนับสนุนมากเพียงพอ จนกว่าจะได้เห็นพัฒนาการในด้านบวกเกี่ยวกับผลการดำเนินงานรวมถึงเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตลาดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2555 จนถึงปัจจุบัน มีปัจจัยหนุนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ และญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะใกล้ถึงจุดอิ่มตัวในไม่ช้า ดังนั้นผมจึงแนะนำให้นักลงทุนที่ยังคงมีกำไรให้ลดพอร์ตการลงทุนลงบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงที่ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะผันผวนมากขึ้นซึ่งตรงกับคำโบราณที่ว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก”

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน