
เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งโต๊ะปล่อยกู้ ช่วยพิษค่าแรง
เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งธงเข็นสินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหมดหน้าตัก 2 หมื่นล้านก่อนสิ้นปีนี้ หวังบรรเทาผลกระทบค่าแรง 300 บาท
เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งธงเข็นสินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหมดหน้าตัก 2 หมื่นล้านก่อนสิ้นปีนี้ หวังบรรเทาผลกระทบค่าแรง 300 บาท
นายพงษ์ศักดิ์ ชาเจียมเจน รองกรรมการผู้จัดการ ในฐานะรักษาการกรรมการผู้จัดการด้านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าหมายการปล่อยกู้ในโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนากระบวนการทำงานในปีนี้ให้ได้ครบ 2 หมื่นล้านบาท จากยอดในสิ้นปี 2555 มีผู้ยื่นขอสินเชื่อ 6,638 ล้านบาท อนุมัติสินเชื่อแล้ว 4,400 ล้านบาท แต่มียอดเบิกจ่ายจริงแค่ 3,115 ล้านบาท
ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงการคลัง ที่ต้องการให้โครงการสินเชื่อดังกล่าวช่วยลดผลกระทบการปรับค่าจ้างวันละ 300 บาทให้กับผู้ประกอบการรายขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ขยายระยะเวลาจากสิ้นสุดโครงการจากวันที่ 23 เม.ย. 2557 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2558 จึงต้องเร่งขยายการปล่อยกู้
“ถ้าวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทหมดภายในสิ้นปีนี้ ธนาคารจะเสนอเรื่องขอขยายวงเงินเพิ่มอีก เพราะที่ผ่านมายอดสินเชื่อจากที่ไม่ค่อยวิ่ง แต่พอประกาศขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ พบว่าผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้ารายใหม่ได้รับผลกระทบทยอยเข้ามาขอกู้มากขึ้น ทำให้ยอดเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,000-2,000 ล้านบาท” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรง 300 บาทได้แก่ กลุ่มประมงซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานจริงๆ โดยก่อนหน้านี้จ่ายค่าแรงต่างด้าวไม่ถึง 300 บาท/วัน แต่ล่าสุดกลุ่มประมงมีต้นทุนเพิ่มแล้ว 610% กลุ่มเซรามิกที่ร้องเรียนเรื่องต้นทุนจากค่าแรงมานานว่าไม่สามารถสู้ประเทศจีนได้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มร้านอาหารที่ต้นทุนเพิ่ม แต่ก็ยังมีเอสเอ็มอีบางรายที่เอาสถานการณ์มาอ้างว่าได้รับผลกระทบหลายราย ทำให้ธนาคารต้องคัดกรองข้อมูลก่อนให้ความช่วยเหลือ
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า เงื่อนไขการปล่อยกู้มี 2 โครงการคือ สินเชื่อเพื่อพัฒนาเครื่องจักร และสินเชื่อเพื่อพัฒนา ให้กู้รวมกันไม่เกินรายละ 5 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 5 ปี หรือ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลบ 3% ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ และมีระยะเวลาปลอดชำระเงินต้น 1 ปี สามารถให้ลูกค้าเก่ากู้ได้ แต่เมื่อนับรวมสินเชื่อทุกประเภทที่มีอยู่กับธนาคารต้องไม่เกิน 500 ล้านบาท
“ผมขอยืนยันว่า เงินกู้ทั้ง 2 แบบลูกหนี้ไม่สามารถกู้เพื่อนำไปปรับโครงการสร้างหนี้หรือกู้เพื่อเอาไปใช้หนี้เก่าได้ เนื่องจากทางสำนักงบประมาณได้อนุมัติงบให้ธนาคารจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระจากคนนอกซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มูลนิธิสถาบันยานยนต์จะเข้าไปร่วมพิจารณาการปล่อยสินเชื่อว่า มีการลดต้นทุนหรือซื้อเครื่องจักรจริง” ผู้บริหารเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าว







