
ส่งเสริมสิทธิแก่ผู้ต้องหา
สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ให้สิทธิและเสรีภาพประชาชนไว้หลายประการ รวมถึงสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลยโดยกำหนดไว้ในมาตรา 242 วรรคแรกว่า “ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมขังไม่อาจหาทนายความได้ รัฐต้องให้ความช่วยเหลือโดยจัดหาทนายความให้โดยเร็ว” มีผลทำให้ต้องมีการแก้ไข ป.วิ.อ.ในมาตรา 134/1 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้มีบทบัญญัติรองรับสิทธิในการมีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวนผู้ต้องหาในคดีอาญาไว้เช่นกัน คือ มาตรา 40(7) “ในคดีอาญาผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรมโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความและการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว”
สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ให้สิทธิและเสรีภาพประชาชนไว้หลายประการ รวมถึงสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลยโดยกำหนดไว้ในมาตรา 242 วรรคแรกว่า “ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมขังไม่อาจหาทนายความได้ รัฐต้องให้ความช่วยเหลือโดยจัดหาทนายความให้โดยเร็ว” มีผลทำให้ต้องมีการแก้ไข ป.วิ.อ.ในมาตรา 134/1 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้มีบทบัญญัติรองรับสิทธิในการมีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวนผู้ต้องหาในคดีอาญาไว้เช่นกัน คือ มาตรา 40(7) “ในคดีอาญาผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรมโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความและการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว”
ป.วิ.อ.มาตรา 134/1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติในการจัดหาทนายความให้กับผู้ต้องหา ในกรณีที่ผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18 ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา คดีที่มีโทษประหารชีวิต หรือคดีที่มีอัตราโทษจำคุกและผู้ต้องหาต้องการทนายความโดยการจัดหาทนายความพนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงและทนายความที่รัฐจัดหาให้ ได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด
กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติในการจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาในคดีอาญา พ.ศ. 2549 พร้อมจัดทำระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่รัฐต้องจัดหาให้แก่ผู้ต้องหาในคดีอาญา พ.ศ. 2550 เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 และรองรับการดำเนินงานในการส่งเสริมสิทธิผู้ต้องหาในการสอบสวนคดีอาญาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
จากข้อมูลสถิติในคดีอาญาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2553 พบว่า คดีอาญา 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต 1,175 คดี ประเภทที่ 2 ที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป แต่ไม่ถึงประหารชีวิต 31,553 ราย ประเภทที่ 3 คดีอื่นนอกจากคดีประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2 หรือคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในความผิดฐานครอบครองหรือเสพ 504,489 ราย และประเภทที่ 4 คดีอยู่ในอำนาจศาลแขวงและผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ 7,888 ราย ซึ่งในจำนวนคดีอาญาปีละกว่า 5 แสนรายนั้น ผู้ต้องหาได้จัดหาทนายความเองและไม่ต้องการทนายความประมาณ 4 แสนราย ส่วนคดีอาญาที่เข้าข่ายที่ต้องการทนายความและรัฐต้องจัดหาทนายให้ผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 มีมากกว่า 1 แสนรายต่อปี ในขณะที่รัฐต้องจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาได้ประมาณ 1.5 หมื่นรายต่อปี (ข้อมูลจาก : สภาทนายความ 1.2 หมื่นรายต่อปี และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ 3,000 รายต่อปี)
นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาชั้นสอบสวนได้รับการคุ้มครองสิทธิ เพียง 15% เท่านั้น นับเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับเป้าหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐยังไม่สามารถกระทำตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย อาจเนื่องจากการขาดความรู้ ความเข้าใจของผู้ต้องหาหรือความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน นับเป็นความเสี่ยงต่อการประพฤติมิชอบที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทำให้ผู้ต้องหาไม่ได้รับการส่งเสริมสิทธิที่ควรได้รับและอาจส่งผลต่อความชอบธรรมในการสอบสวนผู้ต้องหา นำไปสู่การลงโทษผู้ต้องหาทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดได้ และยังส่งผลถึงภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมไปในทางที่ไม่ดีได้
ผมได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงยุติธรรมให้เป็นคณะทำงานในการแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2556 ได้เข้าร่วมประชุมและมีประเด็นสำคัญที่อยากจะนำมาฝากท่านผู้อ่านดังนี้
ความจำเป็นในการใช้ทนายความ เข้าร่วมฟังการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนยังมีอยู่มาก และยังขาดทนายความเข้ามาช่วยเหลือ
ปัญหาระหว่างสภาทนายความกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเกี่ยวกับงบประมาณที่ต้องใช้ในการจัดหาทนายความ เข้าร่วมฟังการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนยังมีอยู่
กล่าวคือ สภาทนายความต้องการให้โอนงบประมาณเกี่ยวกับการจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 134/1 ไปให้กับสภาทนายความ และสภาทนายความจะส่งทนายความไปนั่งฟังการสอบปากคำในชั้นพนักงานสอบสวนเอง แต่กรมคุ้มครองสิทธิแจ้งว่าสภาทนายความไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จึงไม่สามารถที่จะโอนงบประมาณไปให้กับสภาทนายความไปดำเนินการเองได้
กฎกระทรวง มีข้อกำหนดว่า ทนายความที่จะไปร่วมฟังการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนตามที่รัฐจัดหาให้ (ทนายความฟรีหรือทนายความอาสา) จะต้องเป็นทนายอาสาที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของสภาทนายความมาก่อน หลังจากนั้นสภาทนายความจะส่งบัญชีรายชื่อทนายความอาสาไปให้กับกรมคุ้มครองสิทธิและหลังจากนั้นกรมคุ้มครองสิทธิจะส่งบัญชีรายชื่อทนายความไปให้พนักงานสอบสวนตามสถานีตำรวจต่อไป ทนายความที่ไปเข้าฟังการสอบสวนจึงจะได้รับค่าตอบแทนจากรัฐ
ขณะที่สภาทนายความไม่ได้แจ้งบัญชีรายชื่อทนายความอาสาให้กับกรมคุ้มครองสิทธิแล้ว จึงทำให้กรมคุ้มครองสิทธิไม่ได้ส่งบัญชีรายชื่อทนายความอาสาไปให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อเข้าฟังการสอบสวน และทนายความอาสาก็ไม่มีอีกต่อไป จึงเกิดช่องว่างทำให้ผู้ต้องหาไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ปัจจุบันพนักงานสอบสวนซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจัดหาทนายความฟังการสอบสวน ก่อนที่จะเริ่มสอบปากคำจึงต้องหาทนายความเอาเอง ทำให้เกิดช่องว่างให้เกิดการทุจริต เนื่องจากทนายความและพนักงานสอบสวนบางคนมีความคุ้นเคยกัน ส่งผลให้ผู้ต้องหาไม่มีหลักประกัน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 134/1 และรัฐธรรมนูญ เพราะความใกล้ชิดของพนักงานสอบสวนและทนายความดังกล่าว จึงไม่มีทนายความที่จะคอยคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา
ผมหวังว่า กรมคุ้มครองสิทธิจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ในเร็วๆ นี้ นะครับ







