posttoday
ส่งออกกระอักบาทแข็งกำไรหด

ส่งออกกระอักบาทแข็งกำไรหด

16 มกราคม 2556

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์


เข้าสู่ปี 2556 ไม่ทันไร ผู้ประกอบการไทยหน้าแห้งกันเป็นแถว ไหนจะเจอมาตรการประกาศิตขึ้นค่าแรง 300 บาท ทั่วประเทศ

เศรษฐกิจในยุโรปก็ยังง่อนแง่น ค่าเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี

ยังไม่รวมแผนของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีการปรับเพิ่มราคาพลังงานอีกระลอก

ปัจจัยลบที่รุมเร้าธุรกิจปีนี้ ดูเหมือนผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออกจะเจ็บหนักมากที่สุด และหากเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วยแล้วไม่ต่างจากเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปีนี้ต้องดิ้นเฮือกกันอีกรอบ

เพราะผ่านมา 15 วัน เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้วถึง 1.8%

กำไรจากส่วนต่างของค่าเงินที่ทำมาค้าขายกับต่างประเทศที่เคยได้ก็ลดฮวบลงไปอย่างเห็นได้ชัด

โดยในสิ้นปี 2555 ค่าเงินบาทปิดที่ 30.59 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ขณะนี้เงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 30.06 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นการแข็งค่าในรอบ 15 เดือน

ขณะที่เงินบาทช่วงบ่ายวันที่ 15 ม.ค. 2556 ก็วิ่งแข็งพรวดไปที่ 30.04 บาท/เหรียญสหรัฐ เกือบหลุดระดับ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำเอาใจหายใจคว่ำกันทั้งตลาด และทำให้บรรยากาศในห้องค้าเงินของธนาคารพาณิชย์ที่รับออร์เดอร์จากผู้ส่งออก นำเข้า เป็นไปด้วยความคึกคักทั้งฝ่ายซื้อและฝ่ายขาย

เพราะขณะนี้นักค้าเงินและบรรดาผู้ส่งออกต่างประเมินไปในทางเดียวกันว่า มีโอกาสที่เงินบาทจะหลุด 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ไปยืนในระนาบ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

เดิมศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ในกลางปีนี้เงินบาทจะแข็งค่าที่ระดับ 29.50 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อเงินทุนยังไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย และไทยอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับประเทศหลักหันมาดำเนินนโยบายค่าเงินอ่อน งานนี้ผู้ส่งออกอ่วมอรทัยกันถ้วนหน้า

นั่นเพราะรายได้ที่กลับเข้ามาในรูปเงินบาทจะได้น้อยลง จากนี้ผู้ส่งออกต้องประสบภาวะรายได้ลดลง กำไรจากการค้าขายก็ต้องน้อยลงตาม

ปี 2555 มูลค่าการส่งออกในรูปเงินเหรียญสหรัฐ อยู่ที่ประมาณ 2.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นการเติบโต 4%

หากคำนวณมูลค่าการส่งออกในปีก่อนโดยแลกกลับในรูปเงินบาทที่ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ เท่ากับว่ารายได้จากการส่งออกจะเข้าประเทศประมาณ 7 ล้านล้านบาท

ในทางกลับกันหากค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อคิดจากมูลค่าการส่งออกในปริมาณเดียวกัน รายได้ที่นำกลับเข้ามาสร้างผลผลิตในประเทศจะเหลือประมาณ 6.8 ล้านล้านบาท

ปริมาณเงินในระบบหายวับไปทันที 2.28 แสนล้านบาท

ยิ่งมีการคาดการณ์ว่าการส่งออกปีนี้จะเติบโตกลับมาเป็นเลข 2 หลัก อาจถึง 12% หากปีก่อนการส่งออกเติบโตแค่ 4% รายได้ที่หายไปจากการแข็งค่าของเงินที่เคลื่อนไหวทุก 1 บาท ยังอยู่ในระดับแสนล้านบาท

ซึ่งหากปีนี้การส่งออกสามารถขยายตัวได้ดีตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์รายได้ที่หายไปจากการแข็งค่าของเงินบาทอาจหายไปถึงหลักล้านล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจผู้ส่งออกไม่น้อย

ขณะที่การส่งออกไทยไปจีนซึ่งเป็นทางผ่านหลักในการผลิตเพื่อส่งต่อสินค้าให้ไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็ประเมินว่า ปีนี้การส่งออกไทยไปจีนมีแนวโน้มดีขึ้น โดยสัญญาณการส่งออกไทยไปจีนในเดือน พ.ย. 2555 พลิกกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เติบโตถึง 32.1% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากที่หดตัว 7.7% ในเดือนก่อนหน้า

แนวโน้มปีนี้ก็คาดว่าการส่งออกไทยไปจีนจะกลับมาสดใส และอาจขยายตัวเป็นเลขสองหลักกว่า 13% เป็นมูลค่าอย่างน้อย 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าปี 2555 ที่มีมูลค่าการส่งออกอาจอยู่ในระดับ 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหตุจากการฟื้นตัวในจีนชัดเจนขึ้น

“ปีนี้จริงๆ เป็นปีที่การส่งออกรอฟื้น แต่ผู้ส่งออกก็ต้องเจอปัญหาค่าเงินตั้งแต่ต้นปี ถ้าเงินบาทยังแข็งต่อเมื่อได้รับค่าสินค้าเข้ามาแปลงเป็นเงินบาทก็ได้เงินน้อยลง เมื่อบวกกับการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินก็ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่ม” กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ ตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ประเมินว่า ปีนี้ผู้ส่งออกอาจได้รับผลกระทบจากกำไรในการขายสินค้าน้อยลง เพราะเงินบาทมีทิศทางแข็งค่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งต้นทุนนอกจากเรื่องปัจจัยขึ้นค่าแรง โดยมองว่ามีโอกาสที่ครึ่งปีแรกจะเห็นเงินบาทอยู่ที่ 29.50 บาท/เหรียญสหรัฐ

“ปีนี้เป็นปีที่ผู้ส่งออกมีภาระมากขึ้น ซึ่งตัวผู้ประกอบการเองก็มีการประเมินไว้ว่าปีนี้จะเห็นโอกาสเงินบาทแข็งค่า มีการสอบถามผู้ประกอบการยังบอกว่าถ้าอยู่ในระดับ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ ก็ยังรับได้ ถ้าเงินบาทไม่แข็งค่าเร็วกว่าภูมิภาค” ตรรก ประเมิน

ตรรก ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันผู้ส่งออกของไทยยังใช้สกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินสกุลหลักในการค้าขาย แม้จะส่งออกไปจีน หรือประเทศอื่นเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเงินเหรียญสหรัฐจึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวมากที่สุด

หากย้อนสถิติเงินบาทเคยแตะระดับ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ก.ย. 2554 และดูเหมือนขณะนี้เงินบาทจะรอแข็งค่าทุบสถิติรายวัน เพราะนอกจากปัญหาในสหรัฐและอียู ขณะนี้เสาหลักของเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็มีแรงกดดันจากฟากการเมืองให้ธนาคารชาติญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อทำให้เงินเฟ้อขึ้นไปสู่ระดับ 2% จากเป้าหมายที่วางไว้ 1% ขณะที่ปัจจุบันเงินเฟ้อญี่ปุ่นกลับติดลบ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีเงื่อนเวลาว่าภายในวันที่ 2021 ม.ค.นี้ ธนาคารชาติญี่ปุ่นจะต้องตัดสินใจว่าจะใช้นโยบายการเงินใดเพื่อให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น

นี่ยังไม่รวมกระแสข่าวว่าญี่ปุ่นจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐล็อตใหญ่ เพื่อกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง

ขณะที่ประเทศแห่งการลงทุน สิงคโปร์ก็ประสบปัญหาเงินทุนไหลเข้าในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์ต้องงัดมาตรการภาษีเก็บภาษีชาวต่างชาติที่ซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง

เมื่อทุกประเทศเจอทางตันกับเงินที่ไหลเข้าดั่งน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ธนาคารชาติแต่ละประเทศต้องต่อสู้กับเงิน ร้อนที่ไหลเข้ามาเพื่อมิให้ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ

แต่รัฐบาลไทยยังเฉย...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท