posttoday
บาทแข็งโป๊กในรอบ15เดือนอานิสงส์เงินไหลเข้าเอเชีย

บาทแข็งโป๊กในรอบ15เดือนอานิสงส์เงินไหลเข้าเอเชีย

15 มกราคม 2556

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ปิดตลาดที่ระดับ 30.22/25 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 30.26/30 บาท/เหรียญสหรัฐ

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ปิดตลาดที่ระดับ 30.22/25 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 30.26/30 บาท/เหรียญสหรัฐ

ค่าเงินบาทถือว่าแข็งค่าสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2554 หรือคิดเป็นเวลา 15 เดือน

ปัจจัยหลักเป็นผลมาจากเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นฝั่งเอเชียมากขึ้น ซึ่งทำให้เงินสกุลในภูมิภาคแข็งค่าในทิศทางเดียวกัน และเงินบาทในระยะสั้นยังมีโอกาสแข็งค่าต่อ แต่คงจะไม่แข็งค่าไปมากกว่านี้แล้ว

ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทในวันที่ 15 ม.ค.นี้ คาดว่ายังมีทิศทางแข็งค่า โดยธนาคารกรุงเทพวางกรอบในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 30.13-30.58 บาท/เหรียญสหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดเงินปริวรรตประจำวันจันทร์ที่ 14 ม.ค. ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.28/30 บาท/เหรียญสหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 11 ม.ค. ที่ระดับ 30.26/27 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยตลาดมีทั้งปัจจัยบวกและลบที่ส่งผลต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.25-30.30 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยในช่วงท้ายสัปดาห์ได้มีตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมา ได้แก่ ตัวเลขดุลการค้าของเดือน พ.ย. 2555 ซึ่งขาดดุลอยู่ที่ระดับ 48.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากระดับขาดดุล 42.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ต.ค. 2555 และตัวเลขดัชนีราคานำเข้าของเดือน ธ.ค.ที่อยู่ระดับ 0.1% ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในระหว่างวัน

ขณะที่ ชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) สาขาชิคาโก ได้แถลงการณ์คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐที่ประมาณการว่าจะขยายตัว 2.5% ในปีนี้และขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ในปี 2014

นอกจากนั้น อีแวนส์ ยังคาดการณ์ว่า อัตราว่างงานจะอยู่ที่ 7.4% ในปีนี้ และจะลดลงสู่ 7% ในปี 2557 ซึ่งการคาดการณ์นี้ได้สอดคล้องกับการประมาณการของผู้กำหนดนโยบายของธนาคารสหรัฐที่คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.33% ในปีนี้ และ 33.5% ในปี 2557 ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 30.25-30.30 บาท/เหรียญสหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ 30.24/26 บาท/เหรียญสหรัฐ

ในส่วนค่าเงินยูโรได้เปิดที่ระดับที่ 1.3376/79 เหรียญสหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 11 ม.ค. จากระดับปิดตลาด 1.3254/55 เหรียญสหรัฐ/ยูโร

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นนั้น มาจากการให้สัมภาษณ์ของประธานธนาคารกลางยุโรป มาริโอ ดรากี ที่ให้มุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถเปลี่ยนจากเศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2555 มาเป็นเศรษฐกิจขยายตัวก่อนสิ้นปี 2556

อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนดูยังมีปัจจัยลบอยู่นั้น คือ ประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนบางประเทศ เช่นกรีซและสเปน ที่มีปัญหาหนี้สินจนเป็นปัจจัยหน่วงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้

โดยในวันศุกร์ที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานบริการสถิติของกรีซได้เปิดเผยอัตราว่างงานของประเทศกรีซซึ่งได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 26.8% ในเดือน ต.ค. 2555 และสถาบันสถิติแห่งชาติของสเปนได้เปิดเผยว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสเปนได้ร่วงลง 7.2% เมื่อเทียบกับรายปีในเดือน พ.ย. 2555 ในระหว่างวันค่าเงินยูโรมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1.3336-1.3403 เหรียญสหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.3374/76 เหรียญสหรัฐ/ยูโร

สำหรับค่าเงินเยนนั้น เปิดตลาดที่ 89.48/51 เยน/เหรียญสหรัฐ โดยปรับตัวอ่อนค่าจากเมื่อวันศุกร์ที่ 11 ม.ค. ที่ระดับ 88.81/83 เยน/เหรียญสหรัฐ

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐนั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ ได้อนุมัติมาตรการอัดฉีดเงินเยนเข้าสู่ระบบ 10 ล้านล้านเยนในวันจันทร์ที่ 14 ม.ค. และกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อ 2% จากเดิมที่ตั้งไว้ 1%

การกระทำทั้งสองอย่างนี้ได้ทำให้เงินเยนปรับตัวอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 89.2189.67 เยน/เหรียญสหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 89.40/44 เยน/เหรียญสหรัฐ

สัปดาห์นี้ตลาดรอติดตามการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศยูโรโซนและสหรัฐ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไตรมาส 4 ของจีน (GDP Q4)

ขณะที่อัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +6.5/16.8 สตางค์/เหรียญสหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4/5 สตางค์/เหรียญสหรัฐ

ปัจจัยเสี่ยงในเรื่องค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศอาจทำให้รายได้รูปเงินบาทลดลง

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นทั้งในสหรัฐ ยุโรป และจีน ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดขณะนี้เริ่มมีความมั่นใจที่จะนำเงินออกมาลงทุนในเอเชียซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่ามากขึ้น จึงคาดว่าในระยะยาวค่าเงินบาทมีโอกาสจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นไปถึง 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยังคงแนะนำให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงจากความเปราะบางของเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน

“สองปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อเงินบาทในปีนี้คือตัวเลขการว่างงานของสหรัฐและการติดตามภาวะเศรษฐกิจโลก เพราะหากอัตราว่างงานสหรัฐดีขึ้นหรือเกิดวิกฤตในยุโรป เงินจะไหลกลับ ซึ่งแม้ว่าเราเชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ต้องติดตามดูใกล้ชิด” เชาว์ กล่าว

ขณะที่ เบญจรงค์ สุวรรณคีรี เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ประเมินว่า ค่าเงินบาทในปีนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30-30.4 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดีมีโอกาสที่จะแข็งค่าได้ถึง 29.629.8 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงสั้นๆ ได้เช่นกัน หากมีเงินทุนไหลเข้ามามาก โดยเชื่อว่าที่ระดับดังกล่าวธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบมากคือ กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องแข่งขันด้านราคา

“ภาวะเงินไหลเข้าที่เริ่มเยอะขึ้นๆ เป็นเรื่องที่น่าห่วงเหมือนกัน แต่เชื่อว่าภาพกว้างๆ ธปท.จะมีการติดตามดูแลกระแสทุนไหลเข้าไม่ให้อยู่ในตลาดใดมากเกินไป หากเห็นสัญญาณไม่ดีอาจมีการใช้มาตรการควบคุมความร้อนแรง ขณะที่ผลกระทบในภาคธุรกิจอยากให้ภาครัฐเข้าไปเยียวยาในเซ็กเตอร์ที่ได้รับผลกระทบแบบเฉพาะเจาะจงจะได้ประโยชน์มากกว่า” เบญจรงค์ เสนอทางออก

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง