
นุ่งห่มไทยซบเพื่อนบ้าน
กลุ่มเครื่องนุ่งห่มเร่งปรับรับมือไทยถูกอียูตัดสิทธิพิเศษจีเอสพีปี 2558 ย้ายฐานหนีซบประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้สิทธิจีเอสพี
กลุ่มเครื่องนุ่งห่มเร่งปรับรับมือไทยถูกอียูตัดสิทธิพิเศษจีเอสพีปี 2558 ย้ายฐานหนีซบประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้สิทธิจีเอสพี
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ 7 อันดับแรกของไทยได้ขยายการลงทุนเพื่อ|ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสองตลาดส่งออกหลักของไทยแทน
การย้ายฐานการผลิตดังกล่าวเป็นการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบจากการที่ไทยจะถูกตัดสิทธิจีเอสพีทุกรายการในช่วงต้นปี 2558
ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้การเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู หรือการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) สำเร็จภายใน 2 ปีนี้ก่อนที่ไทยจะถูกตัดสิทธิจีเอสพี เพื่อทดแทนแต้มต่อที่หายไป ซึ่งอาจทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบการแข่งขันประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้สิทธิอยู่ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า และกัมพูชา
“ปัจจุบันภาษีนำเข้าเครื่องนุ่งห่มของสหรัฐอเมริกาจากประเทศไทยเฉลี่ยที่ 17.8-28.5% และภาษีนำเข้าของแคนาดา อีกหนึ่งตลาดใหญ่ เก็บภาษีที่ 19% ส่วนตลาดอียูอยู่ที่ 12% ดังนั้นหากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งขยายฐานการลงทุนไปยังประเทศสมาชิกที่ยังได้แต้มต่ออยู่ ก็จะทำให้อีก 2 ปีข้างหน้าไทยจะแข่งขันได้ลำบากมากขึ้น” นายวัลลภ กล่าว
สำหรับผู้ผลิตส่งออกเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ 7 อันดับแรกของไทยได้ขยายฐานการผลิตสู่ประเทศเพื่อนบ้านหมดแล้ว เช่น กลุ่มอัลไลแอนซ์-วัน โอเรียนตอล การ์เมนท์ ไฮเทคแอพพาเรล ฮงเส็งนิตติ้ง ได้เข้าไปลงทุนในเวียดนาม รวมถึง ไนซ์กรุ๊ป ที่ได้นำออร์เดอร์ไปว่าจ้างบริษัทในเวียดนามผลิต
ขณะที่ในประเทศอินโดนีเซียมีกลุ่มลิเบอร์ตี้กรุ๊ปเข้าไปลงทุน ส่วนในกลุ่มที่เป็นสมาชิกทีพีพีที่อยู่ในอาเซียนอีก 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน มองว่าไม่เหมาะสมกับการเข้าไปลงทุน เพราะ ค่าจ้างสูง และไม่มีแรงงาน
นอกจากนี้ ยังคาดว่าในช่วงกลางปี 2556 จะมีผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางที่พอมีศักยภาพย้ายฐานการผลิตตามไปไม่ต่ำกว่า 30 ราย ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กมีแนวโน้มจะปิดกิจการอีก 30% จากสมาชิกกว่า 300 ราย
อย่างไรก็ดี การย้ายฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม จึงเป็นจังหวะดีที่ผู้ประกอบการไทยจะพัฒนาแบรนด์สินค้าของตัวเอง เนื่องจากประเทศในอาเซียนนิยมและยอมรับสินค้าไทย







