
เฟอร์นิเจอร์ยังรุ่งคำสั่งซื้อพรึ่บ
โมเดอร์นฟอร์มเจาะโครงการวาดเป้าปีนี้ปิดยอด4พันล้าน
โมเดอร์นฟอร์มเจาะโครงการวาดเป้าปีนี้ปิดยอด4พันล้าน
โมเดอร์นฟอร์ม กางแผนปีนี้ตั้งเป้าโต 15% ปิดยอดขาย 4,000 ล้าน มุ่งขายเจาะโครงการเป็นหลัก รับคำสั่งซื้อเพียบ
นายทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2556 ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 3,900-4,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 15% ที่ปิดยอดขาย 3,400 ล้านบาท
“เมื่อปี 2555 เราปิดยอดขายที่ 3,400 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 15% เช่นกัน ซึ่งเท่ากับเป้ายอดขายที่วางไว้ปีนี้ เนื่องจากมองว่าเฟอร์นิเจอร์ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง จากการส่งมอบเข้าโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม รวมไปถึงอาคารสำนักงาน” นายทักษะ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทจะเน้นทำตลาดแบบบีทูบี (Business to Business) โดยมุ่งขายเข้าโครงการเป็นหลักถึง 80% เนื่องจากมีโครงการจำนวนมากที่อยู่ระหว่างรอการส่งมอบและเข้าไปติดตั้ง ส่วนอีก 20% จะขายผ่านหน้าร้าน โดยจะมีสัดส่วนการขายเฟอร์นิเจอร์บ้านคอนโด 50% อีก 50% เป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับอาคารสำนักงาน
“การขายเฟอร์นิเจอร์แบบบีทูบี มีข้อได้เปรียบที่ดีกว่า เพราะเป็นการขายในปริมาณมาก ต่างกับการขายแบบที่จะต้องมีหน้าร้าน ทำให้ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก กว่าจะถึงจุดคุ้มทุนต้องใช้เวลานาน” นายทักษะ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทจะไม่ปรับราคาเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้น เนื่องจากได้มีการปรับราคาขึ้นไปแล้วเมื่อปีก่อนตามต้นทุนที่ขยับขึ้น 5-10% โดยจะเน้นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ในปีนี้ปัญหาใหญ่ของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ คือ การขาดแคลนแรงงานที่ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้
ปัจจุบันบริษัทมีการจ้างงานจำนวน 2,500 คน โดยมีโรงงานอยู่ที่บางพลีและบางขุนเทียน และยังมีการจ้างผลิต หรือโออีเอ็มโรงงานในประเทศจีน เวียดนาม และมาเลเซียด้วย
ขณะเดียวกันบริษัทยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาในการเปิดสาขาในต่างประเทศ เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายประเทศละ 1 ราย ในประเทศลาวและเวียดนาม ขณะเดียวกันได้มีคำสั่งซื้อสินค้าผ่านจังหวัดชายแดนเพิ่มมากขึ้นด้วย ทั้งกัมพูชา และพม่า แต่ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
สำหรับภาพรวมของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในประเทศมีมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเน้นการสร้างแบรนด์สินค้ามากขึ้น จากอดีตที่เป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต ขณะเดียวกันผู้ผลิตหลายรายพยายามหารูปแบบการทำตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ เช่น ผลิตสินค้าเพื่อเจาะลูกค้าโครงการ รวมถึงผลิตสินค้าเพื่อเน้นขายหน้าร้านพร้อมกับการออกแบบสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นต้น







