posttoday
SMEs กับผลกระทบการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท (ตอน 1)

SMEs กับผลกระทบการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท (ตอน 1)

14 มกราคม 2556

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์

เลขาธิการสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย

ภาคอุตสาหกรรมของไทยรับปีใหม่ด้วยค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ ตามมาด้วยข่าวการทยอยปิดกิจการของหลายโรงงาน คำถามก็คือ โรงงานที่ได้มีการปิดกิจการไปหรือกำลังจะปิดกิจการเกี่ยวข้องโดยตรงมากน้อยกับการปรับค่าจ้างตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีหลายมุมมอง ทางหน่วยงานของรัฐก็ออกมาชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะที่จริงแล้วโรงงานต่างๆ ก็จ้างแรงงานในราคา 300 บาท หรือมากกว่า โรงงานที่ปิดมีปัญหาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น SMEs และกลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานมากๆ ก็ออกมาชี้แจงว่าได้รับผลกระทบจากการปรับค่าแรงของรัฐบาลและไม่สามารถแบกรับต่อต้นทุนค่าจ้างที่สูงขึ้น

โดยข้อเท็จจริงแล้ว ต้นทุนการผลิตที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมนอกจากค่าแรง ยังประกอบด้วยต้นทุนต่างๆ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าเชื้อเพลิงค่าไฟฟ้า ค่าโลจิสติกส์ ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการ บริหารจัดการ ฯลฯ แต่ต้นทุนหลักก็จะเป็นค่าวัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการผลิต สำหรับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างและค่าสวัสดิการต่างๆ รวมกันก็ถือเป็นต้นทุนค่าแรง ซึ่งสัดส่วนจะสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่กับประเภทของอุตสาหกรรม หากเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นลักษณะต้นน้ำ หรืออุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีอยู่ประมาณร้อยละ 43 ของอุตสาห กรรมทั้งหมด สัดส่วนต้นทุนค่าแรงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 110 ซึ่งอุตสาหกรรมประเภทนี้มีอยู่ประมาณ 3.24 หมื่นโรงงาน ผลกระทบต่อการปรับค่าจ้างครั้งนี้จึงไม่มีผลกระทบ หรือจะมีก็คงไม่มาก ขณะเดียวกันการปรับขึ้นราคาก็ทำได้ง่าย เพราะเป็นโรงงานขนาดใหญ่ การลงทุนสูง คู่แข่งจึงไม่มาก หรือบางอุตสาหกรรมเกือบจะเป็นการกึ่งผูกขาด จึงสามารถปรับราคาได้ตามที่ต้องการ

สำหรับอุตสาหกรรมที่ออกมาบอกว่ามีผลกระทบต่อการปรับค่าจ้างครั้งนี้ จะเป็นประเภท SMEs ซึ่งมีจำนวนประมาณ 4.3 หมื่นโรงงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 57 ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมประเภทที่ต้องใช้แรงงานมากแต่กำไรน้อย เพราะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง สัดส่วนต้นทุนแรงงานประมาณร้อยละ 1530 อีกทั้งกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีไม่มาก ทำให้มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในด้านราคา เช่น อุตสาหกรรมผลิตเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับพลาสติก อุตสาหกรรมอาหารบรรจุกระป๋องแช่แข็ง อุตสาหกรรมเซรามิก ฯลฯ อุตสาหกรรมที่เป็น SMEs เหล่านี้ มีผลกระทบต่อการปรับค่าจ้างประมาณร้อยละ 612 (ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ผลกระทบอยู่ที่ร้อยละ 2.46.74 และข้อมูลของ สศช. ร้อยละ 5.38) โดยตัวเลขผลกระทบจะอยู่ที่ระดับปานกลางหรือมาก ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ เช่น การนำเครื่องจักรและเครื่องทุ่นแรงต่างๆ เข้ามาทดแทนแรงงาน หรือการลดต้นทุนด้านอื่นๆ เช่น การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อลดการใช้จ่ายด้านพลังงานเชื้อเพลิง หรือลดการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมไปถึงการลดส่วนสูญเสียในการผลิต การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ การนำระบบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ หรือการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งการนำระบบการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และ Value Chain เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลดต้นทุน รวมทั้งการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในด้านต่างๆ เช่น การลดคนงาน การลดโอที การจ้างเอาต์ซอร์ส ฯลฯ

ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าการปรับค่าแรง 300 บาท ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งมีการแข่งขันที่รุนแรง อุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น SMEs และอยู่ในพื้นที่นอกปริมณฑล โดยก่อนหน้านี้มีการปรับค่าจ้างไปร้อยละ 39.5 เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 สำหรับการปรับครั้งนี้เป็นการปรับรอบที่ 2 โดยค่าจ้างที่ปรับแต่ละจังหวัดแตกต่างกันไป อยู่ที่ 6078 บาทต่อวัน หรือเฉลี่ยตกเดือนละประมาณ 1,900 บาท สมมติหากมีลูกจ้าง 200 คน ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นปีละ 4.56 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.5 ต่อยอดขาย ซึ่งโรงงาน SMEs เหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วมียอดขายไม่เกินปีละ 3040 ล้านบาท กำไรเฉลี่ยประมาณไม่เกินร้อยละ 35 บางรายถึงขั้นขาดทุนก็มาก ดังนั้นกำไรที่มีจึงไม่สามารถหักลบได้กับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสูง ทำให้ผลประกอบการของอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงออกมาในลักษณะขาดทุน หรือไม่สามารถรับออร์เดอร์ใหม่ เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ SMEs เหล่านี้ออกมาเรียกร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือชดเชยส่วนต่างของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น เพราะมาตรการเยียวยาผลกระทบต่างๆ ที่ออกมาคิดเป็นตัวเงินแล้วเล็กน้อยมาก ขณะที่บางมาตรการเป็นมาตรการเชิงภาษี ซึ่งหากไม่มีกำไรก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ กลายเป็นว่ากลับไปช่วยโรงงานขนาดใหญ่ ไม่ได้ช่วย SMEs อย่างไรก็ดี ทราบมาว่าทางรัฐบาลกำลังจะออกมาตรการเยียวยาส่วนต่างค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ก็คงต้องมาติดตามว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ได้มากน้อยเพียงใด ประการสำคัญ มาตรการช่วยเหลือที่ออกมาต้องมีกระบวนการให้ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่ได้แต่เพียงมติ ครม.เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท