
สนพ.แจงหลักการ ขยับแอพีจี ลดช่องโหว่ใช้ผิดประเภท
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
แผนการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ของกระทรวงพลังงานที่ต้องชะลอออกไปอย่างน้อย 23 เดือน โดยให้เหตุผลเพื่อต้องการจัดระเบียบกลุ่มผู้มีรายได้ที่จะได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งคาดการณ์เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 8 ล้านครัวเรือน นั้น ในทางปฏิบัติอาจไม่ใช่ประเด็นหลักทั้งหมด แต่สิ่งที่ภาครัฐต้องการคือการใช้เวลาสร้างความเข้าใจกับภาคประชาชนถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นราคาแอลพีจี โดยเฉพาะการตอบคำถามกับสังคมในประเด็นที่กลุ่มองค์กรเอกชน (เอ็นจีโอ) ออกมาต่อต้าน นโยบายดังกล่าว
สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี ว่า ภาครัฐต้องแบกรับภาระการชดเชยแอลพีจีมาหลายปี เนื่องจากใช้นโยบายตรึงราคาโดยตลอด ทั้งการอุดหนุนราคาขาย และการนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศ รวมแล้วต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 3.5 หมื่นล้านบาท/ปี
นอกจากนี้ ความแตกต่างของราคาแอลพีจีที่มีทั้งหมด 4 ราคา แยกตามประเภทของการใช้ทำให้เกิดการรั่วไหลใช้ข้ามประเภท และมีการลักลอบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ในประเด็นที่เอ็นจีโอตั้งข้อสงสัยถึงราคาแอลพีจีภาคปิโตรเคมีทำไมมีราคาถูกกว่าราคาภาคครัวเรือนและภาคอื่นๆ นั้น ต้องอธิบายให้เข้าใจว่าอาจเป็นการได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยปัจจุบันราคาแอลพีจีครัวเรือนถูกควบคุมราคาอยู่ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือ 10.26 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาต้นทุนเมื่อนำมารวมกับภาษี การจัดนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ จะมีราคาขายปลีกอยู่ที่ 18.13 บาท/กก. ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดโลกที่เฉลี่ยอยู่ที่ 800900 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ขณะที่ราคาแอลพีจีภาคปิโตรเคมีมีสูตรราคามาจากต้นทางแอลพีจี 2 ส่วนคือแอลพีจีที่มาจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติราคา 550 เหรียญสหรัฐ/ตัน และแอลพีจีจากโรงกลั่นน้ำมัน 986 เหรียญสหรัฐ/ตัน เมื่อนำมาเฉลี่ยจะทำให้ต้นทุนแอลพีจีปิโตรเคมีอยู่ที่ 723 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือ 22.30 บาท/กก. บวกกับการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ และค่าการตลาดราคาที่ซื้อขายจริงจะอยู่ที่ 24.93 บาท/กก. ดังนั้นเมื่อเทียบกับราคาครัวเรือนย่อมแพงกว่า
กรณีที่แอลพีจีปิโตรเคมีไม่ถูกเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต เนื่องจากปฏิบัติตามประกาศของกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2532 ที่กำหนดให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อต้องการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปลายทางซึ่งจะได้เงินภาษีมากกว่า
หากเปรียบเทียบมูลค่าของอุตสาห กรรมปิโตรเคมี 7 แสนล้านบาท คิดเป็น 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ก่อให้เกิดการจ้างงานตรง 3 แสนคน โดยรัฐมีรายได้จากภาษีนิติบุคคลเฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งมูลค่าของปิโตรเคมีที่เกิดจากการใช้แอลพีจีเป็นวัตถุดิบในการผลิตคิดเป็น 1.3 แสนล้านบาท จากมูลค่าทั้งหมดเมื่อคำนวณเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มรัฐจะมีรายได้เพิ่มอีกปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท
“ต้องทำความเข้าใจว่าแอลพีจีถูกตรึงราคามานานมาก จนทำให้เกิดการใช้ผิดประเภท ซึ่งประเด็นที่เอ็นจีโอสงสัยในเรื่องราคาภาคปิโตรเคมี ทาง สนพ.ก็สงสัยเหมือนกัน แต่เมื่อเอาข้อมูลมาวิเคราะห์กันก็มีเหตุและผล ตามที่ได้ชี้แจงไป เพราะราคาแอลพีจีปิโตรเคมีไม่ได้ถูกกว่าครัวเรือนแน่นอน และผมก็เห็นด้วยที่เรามีก๊าซจากอ่าวไทยก็ควรจะให้คนไทยใช้ราคาถูก ดังนั้นถ้าเราไม่ปรับราคาแอลพีจีให้สะท้อนต้นทุนและลดส่วนต่างราคาในแต่ละกลุ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้แอลพีจีผิดประเภท และคนต่างชาติก็ได้ใช้แอลพีจีราคาถูกโดยมีคนไทยเป็นคนอุดหนุนราคาให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง” สุเทพ กล่าว
นอกจากนี้ แอลพีจีภาคขนส่งก็เป็นกลุ่มที่ควรจะมีการปรับขึ้นราคาเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้เคยมีราคาเท่ากับราคาภาคครัวเรือนคือ 18.13 บาท/กก. จนมีการทยอยปรับขึ้นราคาจนมาถูกตรึงราคาไว้ที่ 21.38 บาท/กก. ซึ่งหากติดตามอัตราการใช้แอลพีจีภาคขนส่งมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และถือว่าค่อนข้างเอาเปรียบผู้ใช้เชื้อเพลิงอื่นๆ เนื่องจากเงินที่นำไปอุดหนุนราคามาจากเงินของผู้ใช้น้ำมันที่เรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ ทุกๆ ลิตร
ในขณะที่แอลพีจีภาคอุตสาหกรรมก็ถูกปรับขึ้นราคามาระยะหนึ่งโดยให้ราคาขึ้นลงตามราคาตลาดโลก แต่กำหนดเพดานราคาไม่เกิน 30.13 บาท/กก.
สำหรับความคืบหน้าในการจัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยนั้น คงต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน หลังจากได้ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตทำการสำรวจข้อมูลฐานข้อมูลของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเบื้องต้นแยกไว้ 2 กลุ่มหลัก คือการอ้างอิงจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย/เดือน ซึ่งมีประมาณ 8.3 ล้านครัวเรือน และยังไม่รวมถึงผู้ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้อีก 23 แสนครัวเรือน ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ ผู้ประกอบการหาบเร่ แผงลอย ร้านอาหาร ซึ่งคาดว่ามีอยู่ 5 แสนราย
เมื่อมีการกำหนดจำนวนผู้ที่ควรได้รับการช่วยเหลือจากการปรับขึ้นราคาแอลพีจี ครัวเรือนแล้ว จะมีการกำหนดรูปแบบของการช่วยเหลือ มองไว้หลายกรณีทั้งการทำบัตรสมาร์ตการ์ดลดราคา หรือการแจกคูปอง ซึ่งต้องมากำหนดข้อดีข้อเสียให้ชัดเจนอีกครั้ง แต่ทั้งหมดต้องทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์มากที่สุด







