
ลมใต้ปีกจากแดนมังกรหนุนเศรษฐกิจโลก
ในสัปดาห์นี้สายงานธุรกิจตลาดทุนธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่แข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.20-30.45 บาท/เหรียญสหรัฐ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นได้สนับสนุนความมั่นใจของนักลงทุนยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ทำให้สกุลเงินตลาดเกิดใหม่โดยมากปรับแข็งค่าขึ้น
ในสัปดาห์นี้สายงานธุรกิจตลาดทุนธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่แข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.20-30.45 บาท/เหรียญสหรัฐ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นได้สนับสนุนความมั่นใจของนักลงทุนยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ทำให้สกุลเงินตลาดเกิดใหม่โดยมากปรับแข็งค่าขึ้น
ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ระดับ 30.43 บาท/เหรียญสหรัฐ และแกว่งอยู่ในกรอบ 30.21-30.49 บาท/เหรียญสหรัฐ ค่าเงินบาทแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบกว่าสัปดาห์ก่อน โดยปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากการที่ตลาดมีความเชื่อมั่นมากขึ้นหลังจากที่ตัวเลขการส่งออกประเทศจีนออกมาดีเกินคาด ทำให้ตลาดเริ่มมองเห็นภาพเศรษฐกิจโลกในปีนี้ที่น่าจะออกมาดีขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนรับความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยถือสกุลเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทมากขึ้น โดยปัจจัยที่ส่งผลอย่างมากต่อค่าเงินบาทในช่วงนี้คือ เงินทุนไหลเข้าประเทศทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนจากนักลงทุน ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาออกมาดี ขณะเดียวกันคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% เป็นไปตามคาด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังแสดงความเห็นว่าอาจมีการปรับจีดีพีในไตรมาส 4 ปี 2555 และปี 2556 ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน รมว.คลัง ได้ออกมายืนยันว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไม่ส่งผลต่อการจ้างงานและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 อาจเกิน 5%
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ธ.ค. ยังออกมาดีขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีในประเทศไทย ทั้งหมดดังกล่าวกอปรกับปัจจัยหนุนจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ปิดตลาดสัปดาห์ก่อนเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.25 บาท/เหรียญสหรัฐ ตลาดเงินตอบสนองอย่างมากกับตัวเลขการเติบโตของการส่งออกประเทศจีนเดือน ธ.ค. ที่สูงถึง 14.1% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.ปีก่อน การเติบโตของการส่งออกในจีนเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก เพิ่มความมั่นใจแก่นักลงทุนอย่างมากว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้ ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกเป็นประวัติการณ์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สำหรับสถานการณ์ในตลาดตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์แรกของปีอีก 0.02-0.05% (พันธบัตรอายุ 2 ปี และ 10 ปี ปิดที่ 2.92% และ 3.67% ตามลำดับ) นอกจากนี้ ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากว่านักลงทุนคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวอยู่ที่ระดับต่ำตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปอีกระยะ แต่ภาวะเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่จะปรับขึ้นในปีนี้ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับเพิ่มขึ้นอีก นักลงทุนจึงขายพันธบัตรระยะยาวออกมาและเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุน โดยมูลค่าหรือราคาของพันธบัตรจะลดลงหากอัตราผลตอบแทนปรับขึ้น อย่างไรก็ดี มูลค่าการซื้อพันธบัตรสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์ก่อนยังค่อนข้างสูงที่ 3.68 หมื่นล้านบาท โดยได้อานิสงส์จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อยู่ในแนวโน้มแข็งค่า
สัปดาห์ที่ผ่านมาการประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และการประชุมธนาคารกลางสหราชอาณาจักร (บีโออี) ยังประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% และ 0.5% ตามลำดับ การที่ธนาคารกลางสองแห่งดังกล่าวไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งๆ ที่สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงย่ำแย่อยู่ ส่งผลให้ตลาดมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจยูโรโซนอาจมีการปรับตัวที่ดีขึ้นบ้าง นอกจากนี้อังกฤษยังไม่มีการเพิ่มวงเงินในการเข้าซื้อสินทรัพย์ตามนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน โดยวงเงินการซื้อพันธบัตรยังคงวงเงินอยู่ที่ 375 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 600 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3070 ค่าเงินยูโรดอลลาร์แกว่งอยู่ในกรอบ 1.30161.3279 โดยแกว่งตัวในกรอบที่แคบกว่าสัปดาห์ก่อน (1.2997-1.3299) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวแบบผันผวนปรับอ่อนค่าลง เนื่องจากความกังวลว่าสหรัฐอาจหยุดเข้าซื้อสินทรัพย์ตามนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ก่อนสิ้นปี 2556 อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่าขึ้นในวันพฤหัสบดีหลังจากที่ตัวเลขการส่งออกของจีนหนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวได้ และจากการที่อีซีบีมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% รวมถึงยังไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต







