
กรมประมงเดินหน้า พัฒนาความมั่นคงอาหาร
ความเติบโตและศักยภาพของเอกชนไทย ทำให้อุตสาหกรรมประมงไทยผงาดขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงในลำดับต้นๆ
ความเติบโตและศักยภาพของเอกชนไทย ทำให้อุตสาหกรรมประมงไทยผงาดขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงในลำดับต้นๆ
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ความเติบโตและศักยภาพของเอกชนไทย ทำให้อุตสาหกรรมประมงไทยผงาดขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงในลำดับต้นๆ ของโลก และสินค้าประมงบางตัว ไทยส่งออกเป็นอันดับ 1 ในทางกลับกัน ความขาดแคลนทรัพยากรประมงก็กำลังกลายเป็นปัญหาท้าทายของภาครัฐที่จะต้องวางแผนพลิกฟื้นความสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงของประเทศ หรือการออกไปแสวงหาทรัพยากรนอกประเทศ
วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีแผนยุทธศาสตร์ประมงสำหรับนำมาใช้ในการวางแผนพัฒนาและพื้นฟูทรัพยากรประมงของประเทศ ทั้งการประมงน้ำจืดและน้ำเค็ม เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ความยั่งยืนของอาชีพประมงชายฝั่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันต้องยอมรับว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมประมง ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง ป่าชายเลนที่ถูกบุกรุกทำให้กระทบต่อปริมาณสัตว์น้ำในทะเล บทบาทของกรมจึงหันมาเน้นในเรื่องการสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงด้านอาหารเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของการฟื้นฟูทรัพยากรด้านการประมง การจัดระเบียบการทำประมงให้สมดุลกับศักยภาพการผลิตตามธรรมชาติ การขยายพันธุ์สัตว์น้ำ การขยายพื้นที่ในการอนุรักษ์เพื่อการประมงทะเลพื้นบ้าน การพัฒนาสินค้าประมงให้มีคุณภาพและปลอดภัยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่ทำการประมงโลกมีการจับปลาเกินขนาด และอีก 1 ใน 3 ตกอยู่ในสภาวะเสื่อมถอย ซึ่งประเทศไทยรวมอยู่ในนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม การที่ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงในลำดับที่ 8 ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 3 แสนล้านบาท จากผลผลิตประมง 3.5 ล้านตันต่อปี มีการจ้างงานถึง 2 ล้านคนต่อปี แต่ขณะนี้ท้องทะเลไทยกำลังเสื่อมโทรมจากการทำประมงเกินขนาด ใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างและไม่รับผิดชอบ ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงมาก และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมง โดยเฉพาะประมงพื้นบ้าน ดังนั้น แผนแม่บทการจัดการทะเลไทยระยะ 10 ปี ของกรมประมงจะเน้นการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันเมื่อเปิดเออีซี แหล่งประมงของเพื่อนบ้านจะเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของภาคเอกชนไทยในการแปรรูป ซึ่งอนาคตโรงงานแปรรูปสินค้าประมงของไทยอาจมีการย้ายฐานไปในแหล่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้นภายใต้มาตรฐานการผลิตของไทย
การดำเนินงานของกรมประมงที่ผ่านมาตามยุทธศาสตร์ จึงมุ่งเน้นในประเด็นสำคัญหลายประเด็น อาทิ การสร้างแนวร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลไทย โดยกรมเข้าไปทำงานร่วมกับองค์การเอกชนและชาวประมงท้องถิ่นและประชาชนในแต่ละพื้นที่ ร่วมมือกันรักษาแหล่งอาหารของชุมชน ของประเทศ เช่น การอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งปะการัง การเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำผ่านโครงการต่างๆ เช่น การไม่จับปลาในฤดูวางไข่ การทำธนาคารปูม้า ปูไข่ หรือการลดการจับปูที่มีไข่ ซึ่งกรมได้เริ่มทำงานกับภาคประชาชนเพื่อการอนุรักษ์ในพื้นที่ และพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจจากปริมาณสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาทะเลที่เป็นปลาเศรษฐกิจที่ตลาดในประเทศนิยมบริโภค แต่ปัจจุบันมีปริมาณลดลง เช่น การเพาะพันธุ์ปลาทู ปลากะพงขาว ปลากระบอกท่อน ปลาช่อนทะเล และอื่นๆ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลา ปะการัง เช่น ปลาการ์ตูน เพื่อทดแทนการจับในธรรมชาติ ซึ่งอนาคตเป็นเรื่องสำคัญของประมงทั่วโลกและของไทยที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยเฉพาะปลาเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่าปลาจาน เพื่อการบริโภคในประเทศ และในอนาคตจะพัฒนาชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด
นอกจากนี้ การหาแหล่งวัตถุดิบในทะเลต่างประเทศ กรมประมงได้มีการร่วมมือกับสมาคมประมงนอกน่านน้ำและภาคเอกชนไปเจรจากับรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อขอให้กองเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมง เช่น พม่า อินโดนีเซีย และกองเรือประมงทูน่า ที่ปัจจุบันปลาทูน่าได้สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก ในฐานะผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ซึ่งสถานการณ์จับปลาทูน่าทั่วโลกลดลงต่อเนื่องจากเดิมที่จับได้ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี โดยประเทศในเอเชีย อย่าง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จับได้ปีละประมาณ 2.8 หมื่นตัน ส่วนใหญ่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปมากที่สุด ในขณะที่ไทยนำเข้าทูน่าเป็นวัตถุดิบประมาณ 8 แสนตันต่อปี เพื่อแปรรูปส่งออก ปริมาณที่ต้องการใช้แต่ละเดือนอยู่ที่ 7 หมื่นตัน แต่สามารถจัดหาได้เพียง 5 หมื่นตันเท่านั้น ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากมาตรการที่เข้มข้นขององค์กรควบคุมดูแลการจับปลาทูน่าในทะเลที่จะมีการกำหนดปริมาณโควตาการจับ
สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งของไทยที่มีมูลค่าส่งออกประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการในอุตสาหกรรมแปรรูปและการส่งออก ประกอบกับพื้นที่การเลี้ยงของไทยขยายได้ยากแล้ว จำเป็นที่จะต้องหาพันธมิตรในต่างประเทศเพิ่ม รวมถึงการพัฒนากุ้งในสายพันธุ์ใหม่มาทดแทน หรือเป็นทางเลือกเพิ่มจากที่ปัจจุบันส่วนมากเป็นกุ้งขาวแวนาไมท์
ทั้งนี้ กรมประมงคาดว่าเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไทยจะได้ประโยชน์เนื่องจากชาวประมงของไทยถือว่ามีฝีมือมาก แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยภาครัฐเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนในการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ปัจจุบันมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากีดกั้นมากขึ้น หากไทยสามารถแก้อุปสรรคและร่วมทุนกับคู่ธุรกิจในอาเซียนได้ โอกาสที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารประมงของอาเซียนก็จะมีมากขึ้น
ทว่าในทางกลับกัน การเปิดเสรีเออีซีก็อาจเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมประมงไทยเช่นกัน โดยเฉพาะจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคพืชและสัตว์ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะต้องหามาตรการมาดูแลด้านสุขอนามัยของพืชและสัตว์ เพื่อควบคุมวัตถุดิบที่นำเข้ามาให้มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกันกับของไทย ขณะที่กลุ่มชาวประมงรายย่อยที่อาจได้รับผลกระทบก็จะต้องส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและยกระดับมาตรฐานของฟาร์มประมง เพิ่มคุณภาพของสินค้า รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนากลุ่มสินค้าที่สามารถแข่งขันได้ แทนที่กลุ่มสินค้าที่ไทยเสียเปรียบ
วารินทร์ ธนาสมหวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการประมง กรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพิ่มขึ้น โดยเพาะปลาเศรษฐกิจหรือปลาจานตามโครงการการส่งเสริมการพัฒนาประมงอย่างยั่งยืน (2554-2557) เช่น ปลากะพงขาวไซส์ใหญ่กลางทะเลลึก ทดแทนปลากะพงธรรมชาติที่มีปริมาณลดลง โดยการเพาะจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 1824 เดือน จึงจะจับปลาขนาด 1.5-2 กิโลกรัมขึ้นจำหน่ายได้ โครงการทดลองเลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชังขนาดใหญ่ในโครงการนำร่องการเพาะเลี้ยงปลากระชังขนาดใหญ่ (Big cage farming) กลางทะเลฝั่งอันดามันบริเวณ จ.พังงา ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลนอร์เวย์ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยสึนามิและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 2548-2554 ผลการทดลองได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี กรมได้เตรียมพัฒนาวิธีการเลี้ยงปลาทะเลในกระชังขนาดใหญ่ตามแนวทางการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งต่อไปจะมีข้อกำหนดด้านการจัดการสุขภาพสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการการันตีถึงคุณภาพและมาตรฐานของผลผลิต การดำเนินการทั้งหมดนั้นสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ผลผลิตจากการเลี้ยงปลาในกระชังขนาดใหญ่ในทะเลลึกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเพื่อนำเนื้อปลาชิ้นใหญ่สำหรับทำสเต๊ก ทั้งนี้ ผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามแนวโน้มที่หลายประเทศจะยกเรื่องการจับปลาโดยใช้แรงงานผิดกฎหมายมากีดกั้นทางการค้าเพิ่มขึ้น การเพาะเลี้ยงจะเป็นทางออกที่สำคัญ ขณะเดียวกัน ปริมาณหรือกำลังการผลิตในแต่ละรุ่นจะมีจำนวนมากเพียงพอกับความต้องการของตลาด และเป็นไปตามกฎระเบียบด้านการนำเข้าของประเทศต่างๆ อีกด้วย จึงเชื่อมั่นว่าอนาคตปลากะพงขาวของไทยที่เลี้ยงในทะเลลึกจะเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างแน่นอน







