
TMBแกร่งกำไรพุ่ง
นิวไฮ10,445ล้านลดเอ็นพีแอล-ตั้งสำรองเพิ่ม‘ทิสโก้’ได้ลูกช่วย
นิวไฮ10,445ล้านลดเอ็นพีแอล-ตั้งสำรองเพิ่ม‘ทิสโก้’ได้ลูกช่วย
แบงก์ทหารไทยเจ๋งตามคาด ปี 2555 กำไรสูงเป็นประวัติการณ์ 10,445 ล้าน สบจังหวะล้างบ้านลดเอ็นพีแอลตั้งสำรองเพิ่ม ทิสโก้กำไรโต 13% ส่วนต่างดอกเบี้ยหดเหลือ 3%
ธนาคารทหารไทย (TMB) เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดปี 2555 มีกำไรสุทธิ 1,605.18 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 0.0369 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรสุทธิ 4,009.23 ล้านบาท หรือกำไรหุ้นละ 0.0921 บาท
ทั้งนี้ เฉพาะไตรมาส 4 ปี 2555 ธนาคารทหารไทยขาดทุนสุทธิ 2,215.89 ล้านบาท จากในช่วง 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิรวม 3,731.07 ล้านบาท
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ในปี 2555 ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองถึง 10,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.8% จากปี 2554 ธนาคารถือโอกาสนี้ปิดความเสี่ยงสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีมาแต่ดั้งเดิม (Remaining Legacy NPL) โดยขายสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ NPL จำนวน 5,676 ล้านบาท ทำให้สัดส่วน NPL ของธนาคารและบริษัทย่อยลดลงเหลือ 4.10% จาก 5.67% ในปีก่อนหน้า และตั้งสำรองพิเศษเพิ่มเติมอีก 5,286 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเป็น 113%
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งชั้นแนวหน้าในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย โดยมีระดับความเพียงพอของเงินกองทุนที่ 18.2% และเป็นกองทุนชั้นที่ 1 ในสัดส่วน 11.1%
ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองสูงสุดในประวัติการณ์เป็นผลจากรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 17% โดยรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโตขึ้น 20% รายได้ค่าธรรม เนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 25% และการบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโตขึ้นเพียง 5%
นอกจากนี้ ธนาคารมีสินเชื่อคุณภาพ (Performing Loans) ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2555 เพิ่มขึ้น 17% ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมาจากการขยายตัวของทั้งสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้าขนาดใหญ่
ด้านเงินฝากเพิ่มขึ้น 9.7% ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มของเงินฝากลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากไม่ประจำ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันแอกเคาต์” และ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันเดย์” ที่มุ่งตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้าธุรกิจ ทำให้ธนาคารยังคงดำรงสภาพคล่องไว้ในระดับที่ดี โดยมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วเงินฝากที่ระดับ 92% ณ วันสิ้นงวด
“ผลการดำเนินงานที่ดีมีการเติบโตต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ธนาคารจะสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อมุ่งเน้นในการมอบประโยชน์ สร้างคุณค่า และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการได้ดียิ่งขึ้นต่อไป” นายบุญทักษ์ กล่าว
ด้านบริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) เปิดเผยว่า ในปี 2555 มีกำไรสุทธิ 3,705.18 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 5.09 บาท เติบโต 13.42% เทียบกับปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิ 3,266.75 ล้านบาท หรือ 4.49 บาทต่อหุ้น
กำไรสุทธิที่ดีขึ้นมาจากรายได้ดอกเบี้ยรวมเพิ่มขึ้น 23% ตามการขยายตัวของสินเชื่อทุกส่วนที่เพิ่มขึ้น 34.2% แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของเงินให้สินเชื่อลดลงจาก 3.7% ในสิ้นปี 2554 เป็น 3% ในสิ้นปี 2555 เนื่องจากต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการแข่งขันด้านเงินฝากเพื่อรักษาฐานของลูกค้า การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายนำส่งกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินและสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักอยู่ที่ 6,129.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1,828.38 ล้านบาท คิดเป็น 42.5% มาจากค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 49.2% ตามการขยายตัวของสินเชื่อ
นอกจากรายได้จากธุรกิจนายหน้าก็เพิ่มขึ้น ทั้งจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เติบโต 15.9% ตามการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และค่าธรรมเนียมของธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น 29.5% ส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นผันแปรตามภาวะตลาดทุนที่ปรับตัวขึ้นอย่างมาก
ด้านตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ยังคงปรับตัวลง ยกเว้นดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นที่ดีดขึ้นแรง 1.40% หรือ 148 จุด ปิดที่ระดับ 10,801 จุด หลังออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้านตลาดหุ้นไทยผันผวนสูงมากระหว่างวันดัชนีดิ่งลงแรงถึง 13.38 จุด แตะ 1,392.61 จุด แต่ในช่วงบ่ายมีแรงไล่ซื้อหุ้นปิโตรเคมี ดันดัชนีหุ้นปิดที่จุดสูงสุด 1,412.06 จุด บวก 6.07 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 54,895.01 ล้านบาท จากรายย่อยซื้อมากกว่า 1,073 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติขายออก 60 ล้านบาท







