
เปิดยุทธศาสตร์ "ไทยพาณิชย์"
หนึ่งในธนาคารที่มีการเติบโตที่น่าจับตามองมากที่สุดในปี 2555 ที่ผ่านมา ไม่มีใครเกินธนาคารอายุ 107 ปี อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ได้อีกแล้ว
หนึ่งในธนาคารที่มีการเติบโตที่น่าจับตามองมากที่สุดในปี 2555 ที่ผ่านมา ไม่มีใครเกินธนาคารอายุ 107 ปี อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ได้อีกแล้ว
ธนาคารแห่งนี้โดดเด่นมาก จนขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 2.173 ล้านล้านบาท จาก 1.87 ล้านล้านบาทในปีก่อน ก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 ธนาคารที่มีสินทรัพย์สูงที่สุดของประเทศ
มีมูลค่าตลาดรวม ณ สิ้นปี อยู่ที่ 6.17 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มสถาบันการเงิน
ตัวเลขข้างต้นมาจากผลการดำเนินงานที่เติบโตได้ดีในทุกสายงานธุรกิจ โดย กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประเมินว่า ภาพรวมสินเชื่อในปีที่ผ่านมาจะเติบโตได้ถึง 18-20% แบ่งเป็นการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย 27-28% สินเชื่อเอสเอ็มอี 22-23% และสินเชื่อรายใหญ่ 9-10%
ขณะที่ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) น่าจะโตได้ไม่น้อยกว่า 20%
กรรณิกา กล่าวว่า จากฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งของปีที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้ธนาคารต้องการขับเคลื่อนการเติบโตไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องภายใต้ธีม “Forward” โดยวางเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมในทุกธุรกิจที่ 12-15% รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 12-14%
สำหรับความสามารถในการทำกำไร จะรักษาการเติบโตของอาร์โออีที่ 19-22% อาร์โอเอที่ 1.9-2.2% และจะรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิไว้ที่ระดับ 3.1-3.2%
ขณะเดียวกันจะลดสัดส่วนหนี้เสียลงจาก 2.25% ให้เหลือ 2%
“ช่วงปีที่ผ่านมาเรายังกังวลว่าปีนี้อาจเติบโตได้ลดลง แต่จากการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจล่าสุด หลังสหรัฐหลีกหน้าผาการคลังได้ จีนเริ่มฟื้นตัว ราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่ทรงตัว ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้วคือ 5.3% ทำให้เรามั่นใจขึ้นและมองปีนี้เป็นทิศทางบวก” กรรณิกา กล่าว
อย่างไรก็ตาม การจะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ กรรณิกาบอกว่า ธนาคารจำเป็นต้องดำเนินการผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) การขยายการเติบโตในกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ตามหลักการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ทำไปแล้ว 2 กลุ่ม คือกลุ่มลูกค้าที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มลูกค้าระดับบน
2) เพิ่มส่วนแบ่งตลาดในสินเชื่อเอสเอ็มอีในกลุ่ม 20-50 ล้านบาท
3) สร้างรากฐานในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ เพื่อรองรับการขยายการลงทุนของลูกค้าทั้งขาเข้าและขาออก โดยขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างยื่นเรื่องเพื่อขอเปิดสาขาในประเทศจีน รวมทั้งปัดฝุ่นสาขาในสิงคโปร์เพื่อใช้เป็น Hub รองรับลูกค้าที่จะไปลงทุนในอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย
ธนาคารมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ โดยจะไม่เน้นการเปิดสาขาในต่างประเทศ แต่อาจจะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เช่น สาขาที่สิงคโปร์ ซึ่งเดิมไม่ค่อยมีการทำธุรกรรมมากนัก แต่จากการที่นักลงทุนมีการย้ายฐานการลงทุน จึงอาจมีการยกเครื่องสาขาสิงคโปร์ให้เป็น Hub ในการทำธุรกรรมประเภทบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และด้านการเงินอื่นๆ
4) ยกระดับงานสนับสนุน และปฏิบัติการหารืองานหลังบ้านทั้งหมดของธนาคาร เพื่อรองรับการให้บริการได้อย่างเต็มที่ทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพ
5) การพัฒนาบุคลากรผ่านโปรแกรมการเสริมสร้างความรู้และทักษะอย่างเป็นระบบทั่วทั้งองค์กร ให้สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจ
สุดท้าย 6) ยกระดับระบบไอทีหลัก ได้แก่ ระบบเอทีเอ็ม ระบบการชำระเงิน รวมทั้งอัพเกรดคอร์แบงก์กิงของธนาคารและสาขา เพื่อให้บริการลูกค้าและรองรับปริมาณธุรกิจจำนวนมากได้ตลอดเวลา และเต็มศักยภาพ
กรรณิกาคาดหวังว่า เมื่อทั้งหมดเสร็จสิ้นจะทำให้ไทยพาณิชย์เป็นธนาคารที่มีระบบไอทีดีที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน
การที่จะเดินไปข้างหน้าได้ ทีมงานหัวกะทิแต่ละคนที่ดูแลแต่ละสายงานก็มีเป้าหมายในการเดินชัดเจน
ขณะที่ ญนน์ โภคทรัพย์ รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าบุคคล กล่าวว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั้งเงินฝากและกองทุนเพิ่มขึ้น 17-20% ขณะที่สินเชื่อจะเติบโต 15-20% โดยยังคงเน้นไปที่สินเชื่อบ้านและรถยนต์ เพื่อให้รายได้ขยายตัว 17-22% เนื่องจากเชื่อว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะขยายตัวได้ดีจากยอดขายที่จะอยู่ที่ 1.3-1.4 ล้านคัน ขณะที่สินเชื่อบ้านจะเติบโตได้ดีตามอุปสงค์ในตลาดเช่นกัน
ด้านขุนพลหนุ่ม อาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ กล่าวว่า กลยุทธ์ธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ในปี 2556 ของธนาคารจะยังคงเน้นการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม และเตรียมพร้อมสู่การเติบโตในระดับภูมิภาค โดยใช้ฐานลูกค้าเดิมในการต่อยอดรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มขีดความสามารถผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในแต่ละกลุ่ม เน้นการให้บริการ Transactional Banking เพื่อสร้างฐานเงินฝากต้นทุนต่ำ และเพิ่มรายได้จากธุรกรรมขนาดใหญ่
อาทิตย์ ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 45 หมื่นล้านบาท รายได้รวมเติบโต 10-15% และรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 20-25% หรือมีสัดส่วนเป็น 50% ของรายได้รวม
ขณะที่ ศิริชัย สมบัติศิริ รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มลูกค้าธุรกิจ (เอสเอ็มอี) ประเมินว่า ธนาคารจะสามารถปิดยอดสินเชื่อคงค้างในปีที่ผ่านมาได้ที่ 2.9-2.93 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดเล็กประมาณ 0.38-0.39 แสนล้านบาท สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ธนาคารยึดหลักให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มุ่งเน้นความต้องการของลูกค้า การแบ่งกลุ่มลูกค้า
ศิริชัย ตั้งเป้าว่าจะมียอดสินเชื่อเพิ่มขึ้น 4.5 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ ศรัณย์ทร ชุติมา รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจพิเศษ ผู้ทำหน้าที่บริหารหนี้เสียซึ่งถือเป็นงานปิดทองหลังพระของธนาคาร กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาธนาคารประสบความสำเร็จในการลดหนี้เสียจาก 2.61% มาอยู่ที่ 2.13% คิดเป็นมูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านบาท และยังสามารถป้องกันและแก้ไขหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียได้อีกประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท
เป้าหมายสำคัญในปีนี้คือจะลดสัดส่วนหนี้เสียลงมาอยู่ที่ 2% พร้อมรักษาสัดส่วนหนี้เสียเอาไว้ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท
นี่คือเป้าหมายในการทำธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ที่รุกรับเร็วที่สุดในขณะนี้
“ตั้งแต่ไตรมาส 4/2555 เป็นช่วงที่ดีของไทย และมองว่าน่าจะดีต่อเนื่องในไตรมาส 12 ของปีนี้ ปีนี้ทุกคนรู้สึกดีกันหมด ขอให้ดีอย่างนี้ไปตลอด เพื่อทุกคนจะมีความสุขทั้งของประเทศชาติ และของเรา” กรรณิกา กล่าว
กรรณิกา ซีอีโอหญิงเหล็ก กล่าวในตอนท้ายว่า แม้ว่าทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้จะดูสดใส แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลังของปีเช่นกัน ซึ่งหากไม่มีปัจจัยลบที่ควบคุมไม่ได้เข้ามากระทบ เชื่อแน่ว่าปีมะเส็งนี้อาจเป็นอีกหนึ่งปีที่จะเห็นผลการดำเนินงานของไทยพาณิชย์ออกมาสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้งหนึ่ง







