posttoday
"สาลินี" ชี้ช่อง เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ

"สาลินี" ชี้ช่อง เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ

11 มกราคม 2556

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ในช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณออกมาค่อนข้างชัดแล้ว ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) มีโอกาสโตสูงกว่า 4.6% ที่เคยคาดไว้เดิม และสัญญาณเชิงบวกดังกล่าวมีส่วนส่งผลให้สินเชื่อในระบบสถาบันการเงินขยายตัวสูง

ข้อมูลของ ธปท. ณ ไตรมาส 3 ปี 2555 สินเชื่อรวมทั้งระบบขยายตัวถึง 14.2% และล่าสุดเดือน พ.ย. 2555 ขยายตัว 15.7% แบ่งเป็นสินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวสูงที่สุด 18.4% สินเชื่อธุรกิจขยายตัว 12.5% และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขยายตัว 14.2%

อย่างไรก็ตาม แม้สินเชื่อจะโตสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้อย่างดี

แต่ ธปท.ก็ยังออกมาเตือนให้สถาบันการเงินลดความร้อนแรงการปล่อยกู้ แตะเบรกสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่โตสูง ด้วยการขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ลดการโหมโฆษณาปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเช่าซื้อลง หลังมีสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ 12 เดือนเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ธปท.ก็ส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมก่อนใช้จ่าย และหนุนให้ธนาคารพาณิชย์หันมาปล่อยกู้แก่สินเชื่อธุรกิจและเอสเอ็มอีมากขึ้น เพราะเป็นสินเชื่อที่ส่งเสริมการลงทุนสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เน้นปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่กินใช้หมดไป แต่ดูเหมือนการปล่อยกู้ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับสินเชื่อรายใหญ่และรายย่อยมากกว่าเอสเอ็มอี ทำให้เอสเอ็มอีจำนวนมากจากทั้งหมดประมาณ 2.9 ล้านราย ยังเข้าไม่ถึงบริการ หรือเข้าถึงแต่ก็ถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าลูกค้ากลุ่มอื่น

สาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ได้ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจในการดูแลความเสี่ยงและเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีว่า ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจไทยยังพอไปได้ แม้เศรษฐกิจโลกจะย่อลง และถือว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้การเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้เป็นปัญหามากนัก ส่วนเอสเอ็มอีจะดูแลตัวเองอย่างไรให้รับสินเชื่อนั้น หากดูโดยรวมสินเชื่อก็โตถึง 1415% สินเชื่อรายย่อยและลีสซิงอาจโตมากขึ้น เพราะการจับจ่ายในประเทศขยายตัวได้ดี และยังมีนโยบายภาครัฐหนุน ส่วนสินเชื่อรายใหญ่อาจจะเพลาๆ ลง

สำหรับเอสเอ็มอีในขณะนี้ถือว่าเติบโตไม่หวือหวา แต่เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์มองออกแล้วว่า เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มลูกค้าที่น่าจับตา เป็นกลุ่มลูกค้าที่กว้างใหญ่ หรือบลูโอเชียน ที่ธนาคารพาณิชย์จะเข้าไปทำมาหากินได้

เนื่องจากลูกค้ารายใหญ่ที่แข่งขันกันอยู่ในขณะนี้มีจำนวนจำกัด ที่สำคัญฝั่งลูกค้าเลือกกู้ได้ ธนาคารพาณิชย์ต้องแข่งขันกันสูงเพื่อแย่งลูกค้ากัน จนต้องเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำตัดราคากัน ทำให้กำไรในกลุ่มนี้ลดต่ำลง

ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์หันมาหากลุ่มที่จะทำกำไรให้เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากรายย่อยแล้วก็มีเอสเอ็มอีที่ยังเป็นตลาดที่กว้างและมีอนาคต แม้การขยายตัวในปัจจุบันจะไม่หวือหวา แต่อย่าลืมว่าต่อไปเอสเอ็มอีที่มีหลายราย ทั้งเอสเอ็มอีรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก ต้องโตขึ้นในวันข้างหน้า จึงถือเป็นกลุ่มที่ธนาคารจับตามองอยู่แล้ว

ส่วนจะได้รับสินเชื่อหรือไม่ สาลินี ประเมินว่า ในส่วนของเอสเอ็มอีรายใหญ่ที่มีวงเงินกู้หลักหลายร้อยล้านบาท ไม่น่าจะมีปัญหาในการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ หรือขาดแคลนสินเชื่อ ส่วนเอสเอ็มอีขนาดกลางซึ่งมีวงเงินกู้หลักหลายสิบล้านบาท และเอสเอ็มอีรายเล็กวงเงินกู้ระดับ 35 ล้านบาท อาจจะมีปัญหาเข้าไม่ถึงสินเชื่อ เพื่อจะนำมาขยายธุรกิจให้เติบโตอยู่พอสมควร โดยเฉพาะรายเล็กที่จะขยับเติบโตขึ้นไปเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางยิ่งมีข้อจำกัดมาก

เพราะไม่สามารถกู้เงินได้วงเงินสูง เนื่องจากการกู้ต้องใช้หลักประกัน เช่น ที่ดิน โรงงาน ฯลฯ ไปค้ำประกันอยู่ แต่กลุ่มนี้มีหลักประกันไม่เพียงพอที่จะไปขอกู้เพิ่ม กลายเป็นปัญหาคอขวด จะโตก็ยังโตไม่ได้ เช่นเดียวกันเอสเอ็มอีรายเล็กหรือรายจิ๋ว ซึ่งรายจิ๋วถือว่ามีอยู่จำนวนมากที่สุด ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องพึ่งสินเชื่อจากเครดิตส่วนตัว สินเชื่อส่วนบุคคล หรือกระทั่งสินเชื่อนอกระบบอยู่ ซึ่งสินเชื่อรายจิ๋วมักจะเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมากกว่า

“ถามว่าเอสเอ็มอีกลุ่มนี้จะทำตัวอย่างไรให้แบงก์หันมาเหลียวแล และปล่อยกู้ให้ ถ้าบัญชีไม่เป็นระบบก็ต้องดูจากยอดขาย ตัวนี้น่าจะสำคัญสุด หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อาทิ ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ควรจดเอาไว้ให้แบงก์เขาประเมินได้บ้าง แต่ยอดขายน่าจะสำคัญสุด

ถ้าเราขายได้กระแสเงินสด แบงก์อยากให้กู้

อยู่แล้ว เพราะเอสเอ็มอีไม่ได้อยู่ได้ด้วยกำไรสุทธิเหมือนรายใหญ่ ฉะนั้น ถ้าเอสเอ็มอีแสดงยอดขายหรือกระแสเงินสดที่ดีได้ แบงก์ก็อยากปล่อยกู้อยู่แล้ว” สาลินี กล่าว

สาลินียังกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาคอขวดของกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดกลางที่ไม่สามารถขยับขึ้นเป็นรายใหญ่ว่า ในกลุ่มนี้ภาครัฐก็พยายามช่วยเหลืออยู่ มีการช่วยเหลือ มีทั้งจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ที่เข้ามาช่วยเรื่องการบริหารจัดการระบบการตลาดให้สินค้าและบริการที่เอสเอ็มอีผลิตขึ้นมาขายได้

เพียงแต่การช่วยเหลือของภาครัฐในการหาตลาด การพัฒนาสินค้าให้ขายได้มากแค่ไหนนั้น ผลยังไม่ชัดเจนนัก

อย่างไรก็ตาม ถ้าสินค้าและบริการขายได้ โอกาสที่ธนาคารจะเห็นศักยภาพและปล่อยกู้ก็มีมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปกังวลว่าการจัดทำบัญชีงบดุลจะเป็นระบบหรือไม่ เพราะการขายสินค้าการทำการตลาดสำคัญที่สุด อีกอย่างธนาคารก็พอจะหาช่องทางสอบยันแนวโน้มธุรกิจว่าดีหรือไม่ และควรปล่อยกู้หรือไม่ ได้

ถ้าเอสเอ็มอีมีบัญชีเงินฝากเพื่อแสดงหลักฐานหรือพิสูจน์ให้เชื่อถือได้ โชว์เงินสดได้ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับสินเชื่อและบริการทางการเงินเพิ่มขึ้น

ส่วนการบริการจัดการธุรกิจหรือเรื่องอื่นๆ ของธุรกิจเอสเอ็มอีจะบกพร่องบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องมีระบบไปหมดทุกเรื่องก็ได้ เท่าที่ดูเอสเอ็มอีในกลุ่มผู้ผลิตก็พบว่ายังพอเติบโตได้ตามซัพพลายเชน หรือระบบการผลิตที่สนับสนุนรายใหญ่ หรือกระทั่งเอสเอ็มอีในภาคบริการก็พอเติบโตได้

การพิสูจน์ฐานะและแนวโน้มธุรกิจเอสเอ็มอีว่าจะปล่อยกู้ได้หรือไม่ ต้องยอมรับว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่มีเครื่องมือที่เป็นระบบมากนัก และส่วนใหญ่มักจะอาศัยเวลาในการพิสูจน์ศักยภาพลูกค้า ทำให้เสียเวลาในกระบวนการปล่อยกู้เอสเอ็มอี ซึ่งการลดระยะเวลาในการพิสูจน์เอสเอ็มอีในปัจจุบันในระบบการเงินทั่วไปมีอยู่ 2 ช่องทาง คือ

1.การปล่อยกู้วงเงินต่ำมีการส่งพนักงานเอาต์ซอร์สหรือลูกจ้างที่เป็นข้างนอกธนาคารจะออกไปเก็บข้อมูลลูกค้าเอสเอ็มอีและไปดูการทำธุรกิจการขายจริง ซึ่งแนวทางนี้ในไทยยังไม่มีการนำมาใช้ แต่อินโดนีเซียทำแล้ว เพราะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการสอบรายได้ลูกค้าได้เร็วขึ้น ทำให้ปล่อยกู้ได้เร็วขึ้นและปล่อยได้ในวงเงินเพิ่มขึ้น

วิธีการนี้ ธนาคารพาณิชย์และบริษัทที่ประกอบธุรกิจซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มที่จะเอามาใช้การปล่อยกู้เพื่อขยายตลาดลูกค้าเอสเอ็มอีบ้างแล้ว ซึ่งเริ่มมีการนำวิธีการเหล่านี้มาคุยหารือกับแบงก์ชาติบ้างแล้ว และวิธีที่

2.การดูกระแสเงินสดหมุนเวียนของลูกค้า โดยดูจากยอดขายลูกค้า แต่ใช้ระยะเวลานาน มีกระบวนการที่ยุ่งยาก ซึ่งวิธีนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยใช้อยู่

ถามว่าเอสเอ็มอีไทยจะมีอนาคตหรือไม่ สาลินี ยืนยันว่า มีอนาคตแน่นอน เพราะถึงที่สุดธุรกิจมันก็จะโตไปกับภาวะเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย เพียงแต่มันละลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆ เหมือนน้ำตกรายใหญ่อยู่ชั้นบนก็มากหน่อย รายล่าง รายย่อยก็ลดลงมาเรื่อยๆ กระจายกันไป

สาลินีแย้มไต๋ว่า ในระยะต่อไป ธปท.พยายามดูหลักเกณฑ์อะไรบางอย่างที่อาจจะแข็งหรือเข้มงวดไปทำให้แบงก์หรือผู้ให้กู้ยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีรายจิ๋ว รายย่อยได้ยากขึ้น

เพียงแต่ต้องหารือกันอีกหลายครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท