posttoday
จับตา 3 ยักษ์เศรษฐกิจโลกขยับตัวป่วนค่าเงิน

จับตา 3 ยักษ์เศรษฐกิจโลกขยับตัวป่วนค่าเงิน

10 มกราคม 2556

เดือน ม.ค. 2556 นี้ จะเป็นเดือนที่เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ จากปัจจัยภายนอกประเทศที่สำคัญไม่หยุดหย่อน

เดือน ม.ค. 2556 นี้ จะเป็นเดือนที่เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ จากปัจจัยภายนอกประเทศที่สำคัญไม่หยุดหย่อน

เหตุการณ์แรก คือการพิจารณาหน้าผาการคลังของรัฐสภาสหรัฐ ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 3 ม.ค. และผลออกมาก็คือ เลื่อนการขึ้นภาษีคนรวยออกไปพิจารณาใหม่ในอีก 2 เดือนข้างหน้า

และในวันนี้ (10 ม.ค.) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะประชุมสภาบริหารและแถลงผลการประชุม ว่าจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปอย่างไร รวมทั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยหรือไม่

หลังจากนั้นในสิ้นเดือนนี้ ธนาคารกลางของญี่ปุ่นจะหารือกับรัฐบาล ถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะออกมาใช้วงเงิน 12 ล้านล้านเยน โดยมีข้อมูลจำนวนบริษัทล้มละลายเดือน ธ.ค. 2555 และภาวะเศรษฐกิจในเดือน ม.ค.นี้ เป็นส่วนในการพิจารณา

จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 12 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.36 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงก่อนสิ้นสุดงบประมาณในเดือน มี.ค.นี้ ว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สามารถทำได้ แต่คงต้องติดตามผลของมาตรการว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นประสบปัญหาไม่มีความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งหากเศรษฐกิจญี่ปุ่นในฐานะคู่ค้าสำคัญของไทยฟื้นตัว ก็ย่อมส่งผลดีต่อภูมิภาคด้วยเช่นกัน

สำหรับกรณีที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะผันผวนต่อไปอีก 6 เดือนนั้น ขณะนี้ถือว่าค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค และเป็นไปตามกลไกตลาดที่มาจากทั้งนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในไทย และนักลงทุนที่ต้องการไปลงทุนขยายกิจการในต่างประเทศ

ทำให้เงินทุนไหลเข้าออกอย่างสมดุล ซึ่งยังคงต้องติดตามต่อไป โดยยืนยันว่าปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกิดจากหลายปัจจัย แม้ว่านักลงทุนจะคลายความกังวลจากเรื่องปัญหาหน้าผาทางการคลังของสหรัฐแล้ว ก็ยังคงต้องติดตามการเจรจาเพดานหนี้ของสหรัฐ ที่อาจส่งผลให้ค่าเงินบาท รวมถึงค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาคเดียวกันได้รับผลกระทบอีกเช่นกัน

สำหรับสถานการณ์ดอกเบี้ยในตลาดโลกในปีนี้ คาดว่ายังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่ในช่วงอีก 25 ปีข้างหน้า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งภาคธุรกิจจะต้องล็อกอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อที่จะตรึงต้นทุนไม่ให้สูงขึ้น

อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ต่อจากนี้การดูแลนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของ ธปท. จะต้องเน้นดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีบทบาทมากขึ้นจากเดิมที่จะดูแลเงินเฟ้อ เนื่องจากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะมีเงินไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น

“ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นไปทิศทางค่าเงินสกุลเงินตามภูมิภาคนี้ และไม่จะแข็งขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นด้วย” อุสรา กล่าว

อุสรา ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจะเป็นการฉุดเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 4% ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์

ประเด็นสำคัญทางการเมือง 3 ประการคือ 1.เรื่องผลการพิจารณาของศาลโลกเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับปราสาทพระวิหาร จะกลับมาเป็นประเด็นร้อน ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงผลการตัดสินได้ 2.ประเด็นร้อนเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 309 ซึ่งว่าด้วยกฎหมายนิรโทษกรรม อาจทำให้อุณหภูมิการเมืองกลับมาร้อนแรงยิ่งขึ้น

ประเด็นสุดท้ายเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับคดีในศาลของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และมีบทบาททางการเมืองไม่ว่าจะเป็นคนสีไหนในช่วงตั้งแต่ ม.ค.จนถึงกลางปีหน้า

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไปได้หรือราบรื่นหรือไม่ ต้องดูความเสี่ยงซึ่งต้องให้น้ำหนักมากขึ้นกับสถานการณ์การเมืองในไทย เพราะหากรัฐบาลไร้เสถียรภาพ ไม่ว่าการลงทุนในโครงการ บริหารจัดการน้ำ และการลงทุนในสาธารณูปโภคก็อาจไม่เกิดขึ้น เพราะมี พ.ร.ก.พิเศษเพื่ออนุมัติเงินใช้ลงทุนสาธารณูปโภค หากไม่สามารถอนุมัติได้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวไม่ราบรื่น อาจขับเคลื่อนด้วยแรงอ่อนๆ จากการส่งออก การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน

อุสรา กล่าวย้ำว่า การที่ธนาคารให้น้ำหนักเรื่องปัจจัยทางการเมืองมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก และการที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 4% นั้นมาจากการขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะการลงทุนด้านการบริหารการจัดการน้ำ ซึ่งมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ก็ยังต้องมีการออก พ.ร.ก.ต่างๆ มารองรับ ซึ่งหากการเมืองมีปัญหาก็จะเกี่ยวโยงกับงบการลงทุนบริหารจัดการน้ำให้สะดุดด้วย

“ปีที่แล้วการเมืองไม่มีอะไรเกิดขึ้น การเบิกจ่ายเพื่อลงทุนของรัฐก็ล่าช้าอยู่แล้ว หากเกิดปัญหามีการเบิกจ่ายล่าช้าอีก ต้องจับตาดูไตรมาส 2 ปีนี้ จะผ่าน พ.ร.ก.พิเศษได้ราบรื่นหรือไม่นั้น ต้องระวังเพราะเศรษฐกิจอาจโตไม่ได้ดีอย่างที่หวังไว้ โดย ธปท.ได้ประเมินไว้ว่าปีนี้ อาจมีการเบิกจ่ายแค่ 5 หมื่นล้านบาท และการเบิกจ่ายไปขยายตัวมากขึ้นในอีก 2-3 ปี ข้างหน้า” อุสรา กล่าว

สำหรับการลงทุนของภาคเอกชน และการบริโภคในปีนี้คงจะชะลอตัวลดลง เนื่องจากปีที่แล้วที่อัตราการเติบโตของสินเชื่อสูงมาก จากความจำเป็นต้องใช้เงินฟื้นฟูที่อยู่อาศัย และสถานประกอบการหลังน้ำท่วม และที่ผ่านมามีการขยายสินเชื่อส่วนบุคคลสูงถึง 1 แสนล้านบาท ก็ทำให้ ธปท.ออกมาส่งสัญญาณเตือน

ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยนั้น การที่ กนง. ตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% ก็เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์กันไว้แล้ว แต่ก็คาดการณ์ว่า ธปท.น่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเล็กน้อยในไตรมาสหน้า

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี