
สูตรสำเร็จแบงก์ช่วยเอสเอ็มอี
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
เปิดศักราชรัฐบาลประกาศขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาททั่วประเทศ ทำเอาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเหนื่อยหอบ ยิ่งเป็นเอสเอ็มอีรายเล็กยิ่งเหนื่อยหนัก เพราะสายป่านสั้นกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่แม้จะบ่นงึมงำ แต่ก็พอประทังเอาตัวรอดได้
ชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาท เพราะเป็นระดับรายได้ที่เหมาะสม แต่ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดที่เคยจ่ายค่าจ้างวันละ 200 บาท ก็เป็นระดับราคาค่าจ้างชั่วคราว หรือผู้ประกอบการบางคนที่หาทางจะใช้แรงงานต่างด้าว ก็เจอปัญหาทำงานแทนไม่ได้ เนื่องจากคุณภาพฝีมือแรงงานคนไทยดีกว่า
แน่นอนว่า การปรับขึ้นค่าจ้างจะส่งผลกระเทือนต่อภาคอุตสาหกรรมในช่วงแรก แต่เมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาล ผู้ประกอบการก็ต้องค่อยๆ ปรับตัว แม้รัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือในที่สุดก็คงช่วยได้ไม่นาน
บอสใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ชี้ว่า สิ่งที่จะเห็นจากนี้เป็นผลจากการปรับขึ้นค่าจ้าง คือ ราคาสินค้าจะแพงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังเชื่อว่ากำลังซื้อรายย่อยยังไม่ถดถอย ทุกฝ่ายน่าจะปรับตัวได้ภายใน 6 เดือน
“ปีนี้ของแพงแน่ แต่ค่อยๆ แพงขึ้นนิดหน่อย ยังเป็นระดับที่รับได้อยู่” ชาตรี กล่าว
ชาตรี กล่าวว่า สัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังไม่น่ากังวล เพราะในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา จำนวนเอ็นพีแอลไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่ก็มีบ้างที่ลูกค้าชำระเงินล่าช้า เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นล้มละลาย เนื่องจากลูกค้าขนาดเล็กไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของธนาคาร แต่อาจเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล ซึ่งน่าจะได้รับผลกระทบมากกว่า
สำหรับความช่วยเหลือของธนาคารขณะนี้ คือ หากลูกค้ารายใดปรับตัวไม่ได้ ธนาคารก็จะเข้าช่วยยืดระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ให้ยาวขึ้น ยอมรับว่ามีลูกค้าของธนาคารที่ได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารในรูปแบบนี้บ้างแล้ว แต่หากในบางรายถ้าปรับตัวไม่ได้จริงๆ ทำธุรกิจต่อไปก็ต้องเผชิญภาวะขาดทุน ก็อาจต้องปิดตัวลง
สุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มือหนึ่งเรื่องแก้หนี้ ยอมรับว่าผู้ประกอบการหลายรายก็เริ่มที่จะแบกรับภาระไม่ไหว แต่กรณีถ้าเป็นลูกค้ารายใหญ่ก็แค่บ่น ต่างจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องปรับตัว ดิ้นรน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
“สุดท้ายผู้ประกอบการก็ต้องมีคนงานน้อยที่สุด ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้ มาตรการรัฐบาลก็ช่วยได้แค่ส่วนหนึ่ง” สุวรรณ กล่าว
สุวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้ลูกค้ายังไม่ขอความช่วยเหลือจากธนาคารโดยตรง แต่มาตรการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหลีกหนีไม่พ้น เป็นเรื่องระยะยาว ฉะนั้นเมื่อปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องเลิกกิจการ ยอมรับว่ากลุ่มที่ต้องเลิกกิจการ เป็นลูกค้าของธนาคารบ้าง ซึ่งธนาคารก็ไม่อยากเห็นลูกค้าเลิกกิจการ แต่สุดท้ายก็อาจต้องให้คำแนะนำ เช่น ให้ลูกค้าหาทางออกขายกิจการ
“สิ่งเหล่านี้เราเข้าไปบอกลูกค้าไม่ได้หรอกว่าให้ขายกิจการ ลูกค้าต้องเป็นฝ่ายเข้ามาขอคำปรึกษาเราว่าจะทำอย่างไร ตอนนี้ก็มีเอสเอ็มอีรายเล็กเข้ามาคุยกับธนาคารบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่สามารถยืนยันในรายละเอียดได้ว่า เขาได้รับผลกระทบจากค่าจ้าง 300 บาท หรือหลายเรื่องที่เป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากน้ำท่วม เก็บเงินไม่ได้ เงินรั่วไหล หรือขายของไม่ออก เพราะลูกค้าอาจมีปัญหาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว” สุวรรณ กล่าว
สุวรรณ ย้ำว่า เอ็นพีแอลของธนาคารในเดือน พ.ย. 2555 คิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ลดลง แต่หากพิจารณาจากจำนวนมูลหนี้ยังอยู่ระดับเดิม ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าเป็นห่วง
ปัญหาค่าจ้างที่เอสเอ็มอีกำลังกุมขมับอยู่ขณะนี้ แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ม.ค. จะอนุมัติมาตรการเยียวยาเอกชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 50 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กมาก ทำให้มีเสียงจากธนาคารพาณิชย์ว่าอาจเป็นมาตรการเกาไม่ถูกที่คัน
นั่นเพราะจำนวนเอสเอ็มอีที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 50 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่เรียกได้ว่าเล็กจิ๋ว เมื่อธุรกิจมีขนาดเล็ก ก็ไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ในขณะที่มาตรการนี้ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการจ่ายค่าแรงงาน ดังนั้นก็ควรเป็นผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างจำนวนมากถึงจะได้ประโยชน์
วรีมน นิยมไทย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า หากต้องการให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จำนวนมากจากมาตรการช่วยเหลือค่าจ้าง ก็ควรขยายเงื่อนไขรายได้เอสเอ็มอีจากไม่เกินปีละ 50 ล้านบาท เป็นไม่ต่ำกว่า 80100 ล้านบาท เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานจำนวนมาก
หากตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ก็อาจทำให้เอสเอ็มอีที่เข้าข่ายได้รับประโยชน์มีไม่มาก อย่างปัจจุบันธนาคารก็ให้คำจำกัดความกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กสุด คือ รายได้ไม่เกินปีละ 75 ล้านบาท ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ใช้แรงงานน้อย เพราะทำธุรกิจบริการและซื้อมาขายไป
“ส่วนใหญ่ลูกค้าขนาดเล็กไม่ค่อยใช้แรงงาน เช่น ทำธุรกิจซักแห้ง สปา และร้านขายยาเล็กๆ เมื่อเอสเอ็มอีกลุ่มเล็กมากก็ใช้แรงงานน้อย ทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป ประเด็นคือมาตรการที่ช่วยเหลือจะครอบคลุมลูกค้าได้แค่ไหน” วรีมน กล่าว
สอดคล้องกับความเห็น สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มองว่า เอสเอ็มอีขนาดเล็กไม่ได้ใช้แรงงานจำนวนมาก แต่เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท คือ กลุ่มเอสเอ็มอีขนาดกลางขึ้นไป
สยาม ย้ำว่า เอสเอ็มอีขนาดเล็กส่วนใหญ่ทำธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจบริการ ไม่ได้ทำธุรกิจในภาคการผลิตที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กของธนาคารที่อยู่ในคำจำกัดความของรัฐบาล และเข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือมีอยู่ประมาณ 34 หมื่นราย คิดเป็นยอดหนี้คงค้างทั้งสิ้นประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
นั่นจึงทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กรายใดเข้ามาขอความช่วยเหลือจากธนาคาร เพราะไม่ได้ใช้แรงงานมากอยู่แล้ว ในทางกลับกัน จะมีผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่เริ่มบ่นเรื่องค่าจ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นขอความช่วยเหลือจากธนาคาร เชื่อว่าส่วนหนึ่งเพราะผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีสายป่านยาว สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองไปก่อน
ส่วนธนาคารจะออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีหรือไม่นั้น ในขั้นนี้คงต้องรอดูมาตรการของรัฐบาลว่าออกมาแล้วช่วยลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน หากไม่ไหวก็ค่อยเข้าไปช่วยอีกที
“มาตรการรัฐบาลเหมือนยิงกระสุนลูกปราย ได้จำนวนลูกค้าเยอะ เพราะลูกค้าระดับนี้เป็นกลุ่มรายเล็กๆ แต่ไม่เหมือนกระสุนลูกใหญ่ที่ยิงที่เดียวตูม ตอนนี้ธนาคารจึงต้องดูลูกค้าเป็นรายๆ ไป ถ้าหากเข้ามาขอความช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ยังไม่มี” สยาม กล่าว







