
รัฐจัดลำดับเจรจาค้าเสรี
ยกเวทีเออีซีสำคัญอันดับแรกยืนยันป้องผลประโยชน์ชาติ
ยกเวทีเออีซีสำคัญอันดับแรกยืนยันป้องผลประโยชน์ชาติ
พาณิชย์ ยกเออีซีสำคัญสุดในกรอบเจรจาการค้า เหตุไทยได้ประโยชน์จากข้อตกลง ยันไม่เร่งรีบเข้าร่วมทีพีพี
นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดลำดับความสำคัญกรอบเจรจาการค้า ที่ไทยจะต้องเข้าร่วมการเจรจาและใช้ประโยชน์จากการเจรจาการค้า โดยจะเน้นความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะต้องเร่งเจรจาและดำเนินการให้ได้ตามแผนงานที่จะมีการเปิดเออีซีในปี 2558 เพราะถือว่าไทยจะต้องได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมเออีซีมากสุด
กรอบเจรจาการค้าที่จะให้ความสำคัญรองลงมา คือ กรอบการเจรจาเขตการค้าเสรีอาเซียนบวกหก (อาร์เซป) ที่อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และกับอีก 6 ประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอ จะเริ่มกระบวนการเจรจาเอฟทีเออาเซียนบวกหก ซึ่งจะเป็นเขตการค้าภูมิภาคที่ใหญ่สุด และไทยจะมีตลาดรองรับการค้าและการลงทุนอีกจำนวนมาก จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ เช่นเดียวกัน
พร้อมกันนี้ กรอบการเจรจาที่จะให้ความสำคัญลำดับต่อไป คือ กรอบเอฟทีเอ ไทยสหภาพยุโรป (อียู) ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบการเจรจาเอฟทีเอ ไทยอียู แล้ว
ขั้นตอนต่อไปจะต้องนำเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 190 กฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่ากรอบเอฟทีเอ ไทยอียู นั้น ไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดสินค้ากับอียูเช่นเดียวกัน ไม่ได้เกิดข้อเสียเปรียบแต่อย่างใด
สำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหว เช่น การคุ้มครองยา และเหล้า ไวน์นั้น ขณะนี้ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบไว้แล้ว นอกจากเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติแล้ว ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในประเทศได้
“เอฟทีเอ ไทยอียู ที่หลายฝ่ายกังวลประเด็นเรื่องยาและเหล้านั้น ขณะนี้มีทางออกแล้ว แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ เพราะจะใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจากับอียู แต่ยืนยันว่าการเจรจาจะไม่ทำให้ไทยเสียประโยชน์อย่างแน่นอน” นางพิรมล กล่าว
นอกจากนี้ จะเร่งเจรจากรอบเอฟทีเอที่ยังคั่งค้างอยู่ส่วนหนึ่งให้เดินหน้าต่อไปได้ เช่น เอฟทีเอ ไทยเอฟตา ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เป็นเรื่องที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ รวมถึงการทบทวนกรอบเจรจาการค้าภายใต้เอฟทีเอที่ไทยทำไว้กับประเทศต่างๆ ทั้งออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ
สำหรับการเข้าร่วมกรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ยืนยันว่าไทยไม่ได้มีความเร่งรีบที่จะต้องเข้าร่วม เพราะต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบก่อน เนื่องจากเป็นเอฟทีเอกรอบใหญ่ที่มีความเข้มงวดมากสุด หรือเรียกได้ว่าเป็นการเปิดเอฟทีเอระดับสูงสุด จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการเข้าร่วมเจรจาทีพีพี คือ ไทยจะยกระดับมาตรฐานในทุกๆ ด้านของการค้าให้อยู่ในระดับสากล และหากไทยเข้าร่วมช้าก็อาจเสียโอกาสให้กับประเทศคู่แข่งในอาเซียนอื่น เช่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ที่เข้าร่วมเจรจาทีพีพีไปแล้ว
“ที่สำคัญ หากไทยเข้าร่วมช้า หรือเข้าร่วมในภายหลังที่ประเทศอื่นเขาเจรจาจนได้ข้อยุติแล้ว ไทยอาจต้องเปิดตลาดสินค้าให้มากกว่าประเทศสมาชิกอื่น เพื่อแลกกับการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกรอบทีพีพี” นางพิรมล กล่าว







