
รัฐตั้งรับเปืเเออีซีพลังงานได้มากกว่าเสีย
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ภาคเศรษฐกิจของไทยต่างตื่นตัวรับมือกับการเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความร่วมมืออย่างรอบด้าน ในส่วนของพลังงานเป็นอีกด้านหนึ่งที่กลุ่มประเทศอาเซียนกำลังให้ความสำคัญ และร่วมมือกันวางแผนปฏิบัติ รวมทั้งวางนโยบายต่างๆ ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค ประกอบไปด้วย 7 ความร่วมมือหลัก ได้แก่ 1.แผนงานสายส่งไฟฟ้าอาเซียน 2.แผนงานการวางท่อก๊าซอาเซียน 3.ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด 4.การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน 5.แผนการใช้พลังงานทดแทนในภูมิภาค 6.การวางนโยบายและแผนพลังงานในภูมิภาค และ 7.แผนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์
ทั้งนี้ มีเป้าหมายกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในกิจการพลังงาน ส่งเสริมให้ประเทศในอาเซียนลดการใช้พลังงานในภูมิภาคลง 8% และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในภูมิภาคได้ 15% ของความสามารถในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ตลอดจนผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนในทวีปเอเชีย
คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานของไทยว่า กรอบความร่วมมือแต่ละด้านมีหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงพลังงานเป็นผู้รับผิดชอบ โดยความร่วมมือด้านไฟฟ้ามีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นแม่งาน มีเป้าหมายภายในปี 2563 ทุกประเทศในอาเซียนจะต้องเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากัน ซึ่งการเจรจาความร่วมมือจะดำเนินการผ่านเวทีประชุม (Head of Asean Power Utilities Authority) หรือ HAPUA เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานของอาเซียน
ทั้งนี้ ได้จัดตั้งโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) มีเป้าหมายเพื่อเสริมความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าของภูมิภาค และส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันมีโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าจำนวน 15 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างเสร็จและดำเนินการแล้ว 3 โครงการ กำลังก่อสร้าง 3 โครงการ และอยู่ในขั้นตอนการศึกษาอีก 9 โครงการ ในส่วนของความร่วมมือของไทยมีอยู่ 4 โครงการ ซึ่งดำเนินการจ่ายไฟฟ้าไปแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการจ่ายไฟฟ้าไทย–มาเลเซีย และโครงการไทยกัมพูชา ส่วนอีก 2 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คือ โครงการระบบสายส่งไฟฟ้าไทยลาว และโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าไทยพม่า ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเจรจาหรือศึกษาความเป็นไปได้
ด้านแผนการวางท่อก๊าซอาเซียน ได้จัดทำโครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (Tran–ASEAN Gas Pipeline) วางแนวทางในการก่อสร้างระบบเครือข่ายท่อส่งก๊าซที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงส่งเสริมการค้าก๊าซอย่างเสรีผ่านระบบเครือข่ายท่อก๊าซระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีโครงการเชื่อมโยงท่อก๊าซ 8 โครงการ คิดเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 2,300 กม. และมีแผนที่จะก่อสร้างเพิ่มอีก 7 โครงการ โดยมีแหล่งก๊าซนาทูน่า ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกของอินโดนีเซียเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติหลัก ดังนั้นการที่ไทยมีตำแหน่งตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประตูไปสู่เอเชียตะวันออก ถือเป็นข้อดีที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางระบบเครือข่ายท่อส่งก๊าซอาเซียน
เมื่อพิจารณาจากโครงการกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ส่วนใหญ่จะนำไปสู่การลงทุนในกิจการด้านพลังงาน ซึ่งไทยมีโอกาสไปขยายการลงทุนหาแหล่งพลังงานในประเทศอื่นๆ มากขึ้น รวมถึงการใช้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ซื้อขายแหล่งเชื้อเพลิงในราคาที่เหมาะสม อย่างกรณีของอินโดนีเซีย ตลาดจะเปิดกว้างการเจรจาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และถ่านหิน ซึ่งไทยไม่พลาดที่จะใช้เวทีนี้เพื่อหาแหล่งพลังงานไว้ใช้ในระยะยาวเช่นกัน
ในทางกลับกัน แม้ว่าการเปิดเออีซีจะทำให้เกิดการพัฒนากิจการด้านพลังงาน แต่ประเด็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังเปิดเออีซีก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ เรื่องราคาพลังงาน เพราะจะทำให้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เนื่องจากราคาแอลพีจีของไทยยังถูกอุดหนุนโดยนโยบายรัฐบาล จึงมีราคาที่ต่ำกว่าราคาแอลพีจีของประเทศเพื่อนบ้าน จากปัจจุบันแอลพีจีครัวเรือนมีราคาอยู่ที่ 18.13 บาท/กก. แต่ราคาในประเทศเพื่อนบ้านอยู่ที่ 30.40 บาท/กก.
ดังนั้น ในอนาคตหากยังไม่มีการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี จะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านได้ใช้แอลพีจีในราคาถูก ในขณะที่มีคนไทยเป็นผู้อุดหนุนราคา ส่งผลให้ในระยะยาวต้องเพิ่มปริมาณการนำเข้าแอลพีจีมากขึ้น และนำไปสู่การขาดดุลการค้า เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
ปัจจุบันราคาแอลพีจีของไทยมี 3 ประเภท และมีราคาที่แตกต่างกัน โดยราคาภาคครัวเรือนถูกตรึงราคาไว้ที่ 18.13 บาท/กก. ภาคขนส่ง 21.38 บาท/กก. และภาคอุตสาหกรรม 30.13 บาท/กก. ความแตกต่างของราคาแอลพีจีที่เกิดขึ้น กลายเป็นจุดที่ทำให้เกิดความเสี่ยง ทำให้เกิดการลักลอบการใช้ผิดประเภทได้ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กระทรวงพลังงานมีความพยายามในการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี ซึ่งแม้จะยังมีเวลาก่อนที่จะถึงปี 2558 แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องราคาพลังงานคงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับประชาชน ภาครัฐต้องมีหลักการและเหตุผลที่สามารถอธิบายได้
คุรุจิต ย้ำว่า การเปิดเออีซีแม้จะมีผลกระทบต่อราคาพลังงาน แต่หากมองในภาพรวมไทยน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า ทั้งการหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่มีตลาดเปิดกว้างมากขึ้น รวมถึงการที่ไทยเป็นประเทศแรกๆ นำร่องเรื่องการใช้พลังงานทดแทน ทั้งแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล จึงเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันให้อุตสาหกรรมพลังงานสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ ซึ่งกรณีของเอทานอล ไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตมากที่สุดในภูมิภาค ซึ่งสามารถส่งออกเอทานอลส่วนเกินได้มากขึ้น
แต่ที่ต้องระวัง คือ เมื่อเปิดเออีซีจะทำให้มีน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้ามายังไทยมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนถูกกว่า ราคาไบโอดีเซลจะถูกลง ในขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มจะได้รับผลกระทบ ประเด็นต่างๆ เหล่านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น







