
จีสตีลเทิร์นอะราวด์
แก้หนี้เพิ่มทุนลดต้นทุนจบลุ้นไตรมาส34พลิกมีกำไร
แก้หนี้เพิ่มทุนลดต้นทุนจบลุ้นไตรมาส34พลิกมีกำไร
“จี สตีล” ประกาศเทิร์นอะราวด์ปีนี้ แผนปรับโครงสร้างหนี้ระดมทุนใกล้เสร็จ เดินหน้าควบ GJS
นายสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล รองประธานกรรมการ บริษัท จี สตีล (GSTEEL) เปิดเผยภายหลังการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่อนุมัติทุกวาระ ว่า ผลประกอบการของบริษัทจะกลับมาดีขึ้น (เทิร์นอะราวด์) ในปีนี้ เนื่องจากคาดว่ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และระดมทุนจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกปีนี้ ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ของบริษัทลดลงเหลือต่ำกว่า 1 เท่า รวมทั้งยังได้เงินทุนหมุนเวียนเข้าเสริมสภาพคล่องจากการเพิ่มทุน ทำให้ฐานะการเงินกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
ขณะเดียวกันบริษัทยังได้รับประโยชน์จากการที่กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งเหล็กแผ่นรีดร้อนเจือโบรอน และเหล็กลวดเจือโบรอนหรือเจือโครเมียม หลังจากมีการทุ่มตลาดจนส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อผู้ประกอบการในประเทศ รวมทั้งตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปรัฐบาลจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านบาท ทำให้ความต้องการใช้เหล็กเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงกับบริษัทอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมจ้างมืออาชีพเข้ามาบริหารงานแทนผู้บริหารชุดปัจจุบันตั้งแต่ไตรมาสแรกเป็นต้นไป โดยจะเข้ามานั่งในตำแหน่งสำคัญๆ เช่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ผู้ควบคุมโรงงาน และผู้บริหารด้านการตลาด โดยจะมีระยะเวลาบริหารงานเบื้องต้น 1 ปี ซึ่งบริษัทจะจ่ายผลตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมและหุ้น โดยภาระหน้าที่หลักจะเข้ามาควบคุมต้นทุนการผลิตและวางแผนการตลาด เพื่อพลิกฟื้นให้กลับมามีกำไรอีกครั้ง
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) ได้มีมติให้ที่ปรึกษาทางการเงินไปศึกษาแผนควบรวมกิจการระหว่าง GSTEEL กับ บริษัท จี เจ สตีล (GJS) ซึ่งเป็นบริษัทลูกโดยเร่งด่วนเพื่อลดต้นทุนและความซ้ำซ้อนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งภายหลังการควบรวมจะทำให้บริษัทมีกำลังผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นเป็น 3.3 ล้านตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของกำลังผลิตรวมของทั้งประเทศ และกลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน
ด้านนายชาญ บูลกุล ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน GSTEEL กล่าวว่า ปัจจุบัน จี สตีล ปรับโครงสร้างหนี้เสร็จแล้วประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท จากมูลหนี้ทั้งสิ้น 3 หมื่นล้านบาท และขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าหนี้อีก 34 ราย เพื่อขอแปลงหนี้เป็นทุนอีกประมาณ 2,300 ล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 12 เดือนนี้ หากสำเร็จก็จะทำให้ยอดปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเป็น 1.8 หมื่นล้านบาท คงเหลือหนี้สินเพียง 1.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นดี/อีต่ำกว่า 1 เท่า
หลังจากนั้นบริษัทจะขายหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 1,300 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.40 บาท ซึ่งจะทำไปพร้อมๆ กับการเพิ่มทุนของ GJS เพื่อนำเงินบางส่วนมาชำระหนี้ให้กับ GSTEEL ประมาณ 1,000 ล้านบาท และเข้าสู่กระบวนการควบรวมกิจการเพื่อลดต้นทุน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 78 เดือน และประเมินว่าอย่างเร็วในช่วงไตรมาส 34 ปีนี้ บริษัทน่าจะกลับมามีกำไรได้







