
กองทุนคุ้มครองเงินฝากปรับกลยุทธ์เร่งสร้างความแกร่ง
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
เปิดวิสัยทัศน์ “สรสิทธิ์ สุนทรเกศ” ที่โยกเก้าอี้จากตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐสร้างระบบคุ้มครองเงินฝาก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสถาบันการเงิน จากปัจจุบันที่มียอดเงินฝากทั้งระบบรวม 10 ล้านล้านบาท กับการบริหารเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝาก 1 แสนล้านบาท
“สรสิทธิ์” กล่าวถึงนโยบายการบริหารของสถาบันคุ้มครองเงินฝากต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ เนื่องจากมีประเด็นหลัก 2 ประเด็น คือ 1.การที่รัฐบาลโยกเงินค่าธรรมเนียมคุ้มครองเงินฝากจำนวน 0.46% ของยอดเงินฝากไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และ 2.การที่รัฐบาลเลื่อนระยะเวลาการคุ้มครองเงินฝาก 50 ล้านบาท ออกไปอีก 3 ปี
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลเงินมีนโยบายให้เอาเงินนำส่งของสถาบันการเงิน 0.46% ของฐานเงินฝาก ซึ่งปัจจุบันก็เอาเงินเกือบทั้งหมดที่จัดเก็บได้ไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ และเหลือ 0.01% ของฐานเงินฝาก ซึ่งกระทบต่อการสะสมเงินกองทุนของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จากเดิมได้ปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เหลือปีละ 800 ล้านบาท ซึ่งทำให้การสะสมเงินกองทุนที่จะนำมาใช้กรณีสถาบันการเงินปิดกิจการก็ลดลง ซึ่งทำให้สถาบันคุ้มครองเงินมีเงินสะสมไม่เพียงพอหากสถาบันการเงินมีปัญหาต้องปิดกิจการ สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะมีเงินไม่เพียงพอที่จะชำระคืนผู้ฝากเงิน
ดังนั้น สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะต้องจัดเตรียมหาแนวทางการการระดมเงินทุนให้ทันท่วงที เพื่อชำระเงินคืนให้ผู้ฝากเงิน เพื่อป้องกันปัญหาการลุกลาม ความไม่เชื่อมั่นระบบสถาบันการเงิน ซึ่งได้เตรียมไว้ 2 แนวทางการ คือ การออกตราสารหนี้และการกู้เงิน ซึ่งจะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากจะต้องเป็นผู้ค้ำประกันตราสารหนี้หรือเงินกู้ให้สถาบันให้อยู่ในกรอบการบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาล
ในขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาหาแนวทางที่จะเพิ่มเงินของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งได้เตรียมศึกษากฎหมายที่จะหาแนวทางการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมการคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนด 0.47% ของยอดเงินฝาก รวมถึงการหาแนวทางการขอลดสัดส่วนที่จะต้องแบ่งเงินค่าธรรมเนียมคุ้มครองเงินฝากให้กองทุนฟื้นฟูฯ จากปัจจุบันที่จะต้องส่งเงินให้กองทุน 0.46% ของยอดเงินฝาก โดยต้องให้ให้กองทุนฟื้นฟูฯ หาแหล่งเงินอื่นมาชำระหนี้คืนกองทุนฟื้นฟูฯ เอง
ประเด็นที่สอง การที่รัฐบาลเลื่อนระยะเวลาการคุ้มครองเงินฝาก 50 ล้านบาท ออกไปอีก 3 ปี ซึ่งปัจจุบันประชาชนเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัวไม่ให้ความสนใจมากนัก จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่จะให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับสถาบันประกันเงินฝาก ซึ่งการขยายความคุ้มครองเงินฝากจาก 50 ล้านบาท ออกอีกไป 3 ปีนั้นไม่กระทบกับผู้ฝากเงินเท่าใดนัก แต่เมื่อครบกำหนดอีก 3 ปีที่จะลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท อาจมีผลกระทบกับผู้ฝากเงิน
ดังนั้น ในช่วงนี้สิ่งที่สำคัญจะต้องให้ความรู้ประชาชนเข้าใจระบบสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ได้หรือไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก และทางเลือกการลงทุน กระจายการลงทุน นอกเหนือจากฝากเงินของประชาชน รวมทั้งดูแลการเงินตัวเอง โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ เช่น ธปท. บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กระทรวงการคลัง และองค์กรในตลาดเงินตลาดทุน ฯลฯ หารือกันร่วมกันเพื่อให้ไปทิศทางเดียวกัน และทำให้ประชาชนมีความเข้าใจหากเกิดปัญหาสถาบันการเงินปิดกิจการจะไม่ต้องวิตกว่าเงินจะสูญหาย และมีความมั่นใจในระบบของสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีความมั่นคงและแข็งแกร่งเพียงพอ และมีมาตรการต่างๆ ที่เข้าไปจัดการ แก้ไขปัญหาได้
บทบาทหน้าที่ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่จะต้องดำเนินการตามพันธกิจกฎหมายที่กำหนด ที่สำคัญมี 2 เรื่องที่ต้องเร่งทำ คือ 1.สร้างระบบการจัดเก็บข้อมูลผู้ฝากเงิน ซึ่งจะต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้ฝากเงินว่าจะต้องจ่ายเงินคืนได้เร็วและถูกต้อง 2.ระบบการชำระบัญชี คือ การบริหารสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกปิดให้มีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วที่จะรีบนำเงินมาชำระคืนให้กับผู้ฝากเงิน
“ถึงแม้ว่าตอนนี้ไม่มีวี่แววที่สถาบันการเงินไทยมีปัญหาที่จะปิด แต่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะต้องมีความพร้อมเสมอ สมมติเกิดเหตุการณ์ปิดสถาบันการเงินจะต้องทำลำดับขั้นตอนอย่างไง ใครมีหน้าที่อะไร และต้องมีคู่มือ มีการซักซ้อมกับสถาบันการเงิน ซ้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องใช้ข้อมูลจริงๆ เช่น ผู้ฝากเงินมีจำนวนบัญชีเท่าไร จำนวนกี่บัญชี มียอดหนี้เท่าไร หักกลบลบหนี้แล้วเหลือจ่ายเท่าไร เพื่อทดสอบว่าหากเกิดปัญหาจะเกิดปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง” สรสิทธิ์ กล่าว
สำหรับการบริหารเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งปัจจุบันกองทุนคุ้มครองเงินฝากมีเงินสะสมประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยมีกรอบการลงทุนที่กฎหมายกำหนดไว้จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยง หรือมีความเสี่ยงน้อย มีสภาพคล่องสูงสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยไม่ขาดทุน มีผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และฝากเงินที่ธนาคารของรัฐ แต่ไม่สามารถที่จะฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์เอกชนได้ ในขณะเดียวกันเตรียมหาแนวทางการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับที่ดีด้วย เพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนให้กองทุนคุ้มครองเงินฝาก







