
มั่นใจกนง.ตรึงดอก2.75%
‘กสิกรฯเอชเอสบีซี’ฟันธงพยุงศก.บรรเทาค่าแรงแพง
‘กสิกรฯเอชเอสบีซี’ฟันธงพยุงศก.บรรเทาค่าแรงแพง
กสิกรไทยเอชเอสบีซี ประสานเสียงทำนาย กนง.ตรึงดอกเบี้ย 2.75% เพื่อประครองเศรษฐกิจ
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดแรกของปีนี้ ในวันที่ 9 ม.ค. 2556 มีโอกาสที่ กนง.จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% เพื่อรักษาแรงส่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกันบรรยากาศเศรษฐกิจโลกปรับตัวไปในทิศทางเชิงบวกมากขึ้น ไม่น่าจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง โดยเศรษฐกิจสหรัฐเห็นการฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น มีจ้างงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1.5 แสนตำแหน่ง รวมทั้งข้อตกลงในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะหน้าผาทางการคลังที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2556 จากการผ่านร่างกฎหมายเพื่อเลี่ยงภาวะ Fiscal Cliff โดยสภาคองเกรสของสหรัฐน่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐ
นอกจากนี้ พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยให้ภาพการขยายตัวที่ดีขึ้นและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล และในไตรมาสแรกของปี 2556 มีความเป็นไปได้ที่ภาคการส่งออกไทยน่าจะทยอยฟื้นตัวชัดเจนขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศที่ประคองตัวได้ดังกล่าว น่าจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้ เพื่อรอความชัดเจนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม
สำหรับผลต่ออัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ไทย คาดว่าความเป็นไปได้ที่อาจมีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผนวกกับเงินฝากที่ไหลเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์มากในช่วงปลายปี 2555 น่าจะทำให้การแข่งขันด้านราคาของเงินฝากพิเศษค่อนข้างนิ่งในช่วง 12 เดือนนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอีกว่า การที่เศรษฐกิจโลกมีพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น และแรงส่งเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี น่าจะส่งผลให้ ธปท.สามารถใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการติดตามผลกระทบและต่อภาพที่ชัดเจนขึ้นจากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Fiscal Cliff และสถานการณ์ในยุโรป
ด้าน น.ส.ซูเซียนลิม นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี คาดการณ์ว่า ธปท.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.75% เพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 03% อย่างไรก็ตามในไตรมาส 2 ของปี 2556 จะต้องจับตาผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่จะมีต่อผลภาวะเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินของไทยในปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเงินเฟ้อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ถือเป็นนโยบายที่มีความเหมาะสมแล้ว







