
ปัจจัยลบรุมกระหน่ำส่งออกอาหารอ่อนแรง
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
การส่งออกกลุ่มสินค้าอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มความหวังในการผลักดันตัวเลขส่งออกไทยภาพรวมให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายของทุกปี โดยมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยต่อปีในระดับปกติประมาณ 10% นั้น กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงเข้ามารุมเร้าทั้งปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยภายในประเทศ ทำให้การส่งออกกลุ่มอาหารในปี 2556 ยังคงมีทิศทางไม่สดใสอย่างที่ควรจะเป็น
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 56% มูลค่าประมาณ 9 แสนล้านบาท เนื่องจากสินค้าเกษตรหลายรายการประสบปัญหา โดยเฉพาะสินค้าข้าวที่คาดว่าการส่งออกปีนี้ ยังคงมีปริมาณไม่กระเตื้องขึ้น จากการที่รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์จัดการส่งออกเรื่องข้าว หรือปริมาณส่งออกข้าวที่หายไปจากการส่งออกระดับปกติ 40% จากที่ควรจะส่งออกทำรายได้ปีละ 1 แสนล้านบาท ซึ่งข้าวเป็น 1 ใน 8 สินค้าส่งออกอาหารสำคัญ ทำให้ตัวเลขกลุ่มอาหารจึงไม่เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่
ขณะที่สินค้าอาหารกลุ่มอื่น เช่น อาหารแช่เยือกแข็งทั้งกุ้ง ทูน่ากระป๋อง รวมทั้งไก่สดแช่แข็งและแปรรูป คาดว่าจะกลับมาขยายตัวดีขึ้นจากปี 2555 แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงในเรื่องค่าเงินบาท ที่ปีนี้คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะกลับมาผันผวนมากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลังได้สำเร็จ จะทำให้เงินทุนทั่วโลกไหลเข้ามาในไทยง่ายขึ้น ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลในกรณีที่เงินบาทผันผวนหนัก
ปัจจัยในเรื่องราคาน้ำมันดิบ คาดว่าแนวโน้มปี 2556 ระดับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะขึ้นไปอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งก็จะเป็นต้นทุนให้ผู้ประกอบการในด้านการขนส่ง และต้นทุนราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่วนปัจจัยเรื่องการขึ้นค่าแรงงาน 300 บาท/วัน ที่มีผลทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบในเรื่องของรายได้ ที่อาจทำให้กำไรลดน้อยลงหรือจนกระทั่งขาดทุน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามามีผลกระทบต่อการส่งออกกลุ่มอาหารปีนี้
ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การส่งออกอาหารในกลุ่มแช่เยือกแข็งของไทยปี 2556 คาดว่าจะไม่ขยายตัว หรือเติบโต 0% มูลค่าการส่งออกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับมูลค่าส่งออกปี 2555 เนื่องจากสินค้าในกลุ่มแช่เยือกแข็งไม่สามารถผลักดันให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อยู่หลายรายการ อย่างกลุ่มปลาและปลาหมึก ก็มีแนวโน้มการส่งออกลดลงทุกปี เนื่องจากประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัว เพิ่มขึ้น
สินค้ากุ้งแช่เยือกแข็งและแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มส่งออกขนาดใหญ่ก็ประสบปัญหาไม่สามารถเพิ่มขนาดพื้นที่เพาะเลี้ยงได้ เนื่องจากกำลังการผลิตของระบบมีจำกัด โดยการผลิตกุ้งต่อปีควรไม่เกิน 5.7 แสนตัน หากเกินระดับนั้นจะมีปัญหาทั้งในเรื่องของโรคระบาดและราคาได้ โดยปี 2555 ปริมาณผลิตกุ้งอยู่ที่ 5.4 แสนตัน ลดลงจากช่วง 2 ปีก่อน ที่ผลผลิตกุ้งเพิ่มขึ้นไปถึง 6.3 แสนตัน
นอกจากนี้ สินค้ากุ้งยังประสบปัญหาการถูกใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด โดยล่าสุดสหรัฐกำลังพิจารณาที่จะใช้มาตรการเก็บภาษีชดเชยการสนับสนุนของภาครัฐ (ซีวีดี) โดยอ้างว่ารัฐบาลไทยมีการอุดหนุนอุตสาหกรรมกุ้ง ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวน และรัฐบาลไทยกำลังทำเรื่องชี้แจงไปยังสหรัฐ อย่างไรก็ตามหากไทยถูกเก็บภาษีซีวีดีเพิ่มขึ้นอีก ก็จะทำให้ต้นทุนการส่งออกกุ้งไปตลาดสหรัฐสูงขึ้น จากเดิมที่ไทยถูกเก็บภาษีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) จากสหรัฐอยู่เดิมแล้ว และยังคาดว่ากลุ่มอาหารแช่เยือกแข็งยังได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ยิ่งปรับตัวลดลง ดังนั้นจึงคาดว่ากลุ่มอาหารแช่เยือกแข็งจึงไม่เติบโต
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การส่งออกสินค้าทูน่ากระป๋อง ยังประเมินตัวเลขไม่ได้ว่าจะเติบโตเท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับการจัดหาวัตถุดิบคือปลาทูน่ามาผลิตสินค้า หากหาวัตถุดิบได้การส่งออกก็จะเพิ่มขึ้น เพราะความต้องการของตลาดมีมาก จึงถือว่าเป็นสินค้าที่มีโอกาสมากสุดในกลุ่ม เมื่อเทียบกับสินค้าอาหารทะเลรายการอื่นๆ แต่ภาพรวมการส่งออกอาหารแช่เยือกแข็งในปีนี้น่าจะไม่เติบโต
ในส่วนปัจจัยเสี่ยงปีนี้ กังวลเรื่องค่าเงินบาทที่จะแข็งค่ามากขึ้น จากเงินทุนที่จะไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าทะลุ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อภาคส่งออกมาก เพราะขณะนี้ก็ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงงาน 300 บาท/วันอยู่แล้ว จึงไม่ควรเกิดปัญหาค่าเงินบาทเข้ามาสร้างผลกระทบอีก
สำหรับสินค้ากุ้งที่ขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังถูกสหรัฐไต่สวน เพื่อใช้มาตรการซีวีดีนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำการชี้แจง แต่ข้อกล่าวหาของสหรัฐที่บอกว่ากรมประมงอุดหนุนอุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่การอุดหนุน แต่เป็นการส่งเสริมกลุ่มคลัสเตอร์กุ้งในระยะเวลา 1 เดือนเท่านั้น ด้วยการทำคอนแทรกต์ฟาร์มมิง เมื่อราคากุ้งเพิ่มขึ้นก็ยกเลิกการสนับสนุน แต่ที่กังวลคือสหรัฐกล่าวหาว่าไทยใช้โครงการรับจำนำกุ้งมาโจมตีมากกว่า







