
หุ้นตอบรับข่าวบวกมากเกินไป
ตลาดหุ้นไทยวิ่งยาว 11% มาปิดที่ 1,416 จุด ด้วยเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ไต่สูงขึ้นเป็นลำดับ ตอบรับปัจจัยบวก ดังนี้ 1) การผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ 2) มุมมองเชิงบวกต่อการแก้ปัญหาคลังสหรัฐ 3) เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณกระเตื้องขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2555 4) ตลาดบรรเทาความวิตกต่อวิกฤตหนี้ยูโร
ตลาดหุ้นไทยวิ่งยาว 11% มาปิดที่ 1,416 จุด ด้วยเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ไต่สูงขึ้นเป็นลำดับ ตอบรับปัจจัยบวก ดังนี้ 1) การผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ 2) มุมมองเชิงบวกต่อการแก้ปัญหาคลังสหรัฐ 3) เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณกระเตื้องขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2555 4) ตลาดบรรเทาความวิตกต่อวิกฤตหนี้ยูโร
ระยะสั้น สภาพคล่องและความเชื่อมั่นที่อยู่ในเกณฑ์สูง อาจหนุนให้หุ้นวิ่งต่อ แต่น่าใช้เป็นจังหวะทยอยลดพอร์ต เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่อาจมองโลกด้านบวกเกินจริง ดังนี้
รายงานการประชุมเฟดล่าสุด ชี้ว่า เสียงส่วนใหญ่เสนอให้เลิกทำ QE ภายในสิ้นปี 2556 เร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้มาก หากเลิกจริงสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินโลกจะลดลง ราคาหุ้นที่เคยได้แรงหนุนจาก QE จะเกิดการปรับฐานตามมา โดยเฉพาะกรณีที่กำไรโตไม่ทันราคาหุ้นที่วิ่งนำไปมาก
ข้อตกลงเพื่อเลี่ยงภาวะหน้าผาทางการคลัง เป็นแค่การซื้อเวลาไปอีก 2 เดือน สหรัฐยังมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณสูงเกินกว่าที่จะรักษาอันดับเครดิตขั้นสูงสุด และยังคงไต่หน้าผาทางการคลังต่อไป
การปรับลดการขาดดุลงบประมาณในอนาคตจะลดแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ราว 24% ของ GDP โลกจะแผ่วลง ซึ่งจะถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป
ยูโรโซนยังคงเป็นจุดเสี่ยงหลักที่อาจปะทุเป็นระยะ แม้อีซีบีและผู้นำอียูจะได้ร่วมกันออกมาตรการแก้ปัญหาหลายชุด แต่เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มถดถอยต่อในปี 2556 ขณะที่อัตราการว่างงานในยูโรโซน 17 ประเทศยังสูงถึง 11.7% กดดันการบริโภคภาคเอกชนที่มีขนาดใหญ่กว่า 2 ใน 3 ของ GDP ยูโรโซน
“Exit Strategy” ที่ผ่านมาตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโลก ผ่านการผ่อนคลายนโยบายการเงินการคลังอย่างสุดโต่ง แต่มาตรการเหล่านี้ต่างมีข้อจำกัด เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมต้องถอนมาตรการออกไป อย่างไรก็ดี การถอนเร็วเกินไปอาจถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอาจช็อกตลาดการเงินได้
สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้วที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 4 ปีผ่านมา จนเกินระดับการคลังที่ยั่งยืน ได้บีบให้ประเทศส่วนใหญ่ซึ่งรวมถึงสหรัฐและยูโรโซนต้องลดการขาดดุลงบประมาณลง แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจึงมีแนวโน้มแผ่วลง
ขณะเดียวกันงบดุลของธนาคารกลางที่ใหญ่โตเกินไป จากการอัดฉีดเงินผ่านมาตรการ QE หลายระลอก ได้เพิ่มความเสี่ยงระยะยาวต่อระบบเศรษฐกิจ
ตลาดการเงิน “เสพติดนโยบาย” QE 1, 2, 3 มานาน ในระยะถัดไปจะมีการวิเคราะห์วิจารณ์ถึงจังหวะเวลาในการถอนมาตรการเหล่านี้ ซึ่งเป็นการกลับทิศทางแบบ 180 องศา จิตวิทยาการลงทุนจะถูกกระทบเป็นช่วงๆ
ตลาดหุ้นไทยที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นมาหลายปี ทำให้มูลค่าหุ้นเริ่มดูแพงนิดๆ
ณ ดัชนี 1,416 จุด หากใช้กำไรอดีต 4 ไตรมาสย้อนหลัง ค่าพี/อีจะสูงถึง 18.5 เท่า ถ้าใช้ประมาณการกำไรปี 25552556 ค่าพี/อีจะลดเหลือ 14.2 เท่า และ 11.8 เท่า ตามลำดับ (นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ากำไรต่อหุ้นจะโตถึง 2021% ในปี 2556 (เป็นการมองโลกด้านบวกค่อนข้างมากในสายตาผม)
ค่าพี/อีปี 2556 ที่ 11.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยพี/อีของตลาดหุ้นเพื่อนบ้านเล็กน้อย หากเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่หุ้นไทยเทรดต่ำของตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน บางช่วงที่เผชิญปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัว เคยเทรดต่ำกว่าพี/อีเฉลี่ยของตลาดหุ้นเพื่อนบ้านถึง 3 เท่าเศษ ก็เคยมาแล้ว
น่าสังเกตว่า หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีบ้านเรามีขนาดใหญ่ราว 1 ใน 3 ของมาร์เก็ตแคปตลาด กลุ่มนี้เทรดอยู่ที่ 10.5 เท่า ของประมาณการกำไรปี 2556 ทั้งๆ ที่กำไรจะโตเพียง 4% นั่นหมายความว่า ค่าพี/อีหุ้นไทยที่ไม่รวมกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจะขยับสูงขึ้นจาก 11.8 เท่า ฉีกห่างจากของเพื่อนบ้านออกไปอีก
ณ ค่าพี/อีปี 2556 ที่ 11.8 เท่า กลับเศษเป็นส่วน จะได้ค่า Earning Yield ที่ 8.5% เมื่อหักผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงที่ 3.57% (ใช้ Bond Yield : อัตราผลตอบแทนตามราคาตลาดของพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ณ วันที่ 3 ม.ค. 2556) จะได้ค่าชดเชยความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้น (Equity Risk Premium) ที่ 4.93% ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ สะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับสูง (แต่คนส่วนใหญ่ก็อาจคาดการณ์ผิดได้)
ยามปกตินักลงทุนจะเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยงราว 67% ในช่วงที่หวาดวิตกสุดขีด อาจพุ่งขึ้นไปใกล้ 10% เช่น ในช่วงปลายปี 2551 ที่หวาดวิตกว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยครั้งใหญ่ และระบบการเงินโลกตึงตัวอย่างรุนแรง หรือปี 2549 ที่มีการปฏิวัติและการควบคุมเงินทุนไหลเข้า เป็นต้น
มูลค่าหุ้นไทยยังไม่แพงเวอร์จนน่ากลัว แต่ราคาหุ้นจำนวนมากวิ่งขึ้นมาเร็วเกินไป จนปัจจัยพื้นฐานวิ่งตามไม่ทัน หากราคาหุ้นยืนย่ำฐานสัก 12 ไตรมาส ฐานจะแน่นขึ้น การแกว่งขึ้นระยะถัดไปสู่เป้าหมายแถว 1,500 จุด ในปลายปี 2556 ยังมีความเป็นไปได้สูง
ระยะสั้น ยังต้องระวังแรงขายจาก LTF ที่คาดว่ามีสิทธิขายได้ในปี 2556 สูงถึง 4.55 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งคงถูกขายออกมาสักหมื่นล้านในช่วงต้นปี เมื่อผนวกกับทริกเกอร์ฟันด์ที่เปิดขายกองในช่วงเดือน ต.ค.พ.ย. ที่ดัชนีต่ำกว่า 1,300 จุด มูลค่าราว 2,0003,000 ล้านบาท กองทุนเหล่านี้มีโอกาสขายเพื่อปิดกอง หากดัชนียืนเหนือ 1,420 จุด เกิน 3 วัน
สรุปว่า ตลาดหุ้นปี 2556 มีแนวโน้มแกว่งขึ้น เป้าหมายแถว 1,500 จุด แต่ระยะสั้นแค่ขึ้นมาเร็วเกินไป แม้ยังมีโอกาสแกว่งขึ้นได้อีก แต่คงหนีไม่พ้นการปรับฐานที่จะตามมา จึงแนะทยอยขายทำกำไรในช่วงที่ความเชื่อมั่นคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสูง หุ้นที่โดดเด่นยังคงเป็นหุ้นที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศและธุรกิจทนแรงเสียดทานจากเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดี เช่น หุ้นมือถือ (INTUCH ADVANC) หุ้นโรงพยาบาล (BGH) หุ้นสาธารณูปโภคพื้นฐาน (BTS GUNKUL BCP) หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ (BIGC GLOBAL) อื่นๆ VGI







