
กระตุ้นรัฐแก้วิกฤตแรงงานลามหนักก่อสร้างชะลอตัว
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ภาครับเหมาก่อสร้างถือเป็นธุรกิจสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนในภาคก่อสร้างไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลมากกว่า 8 หมื่นราย ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งภาคก่อสร้างมีแนวโน้มเติบโตขึ้นตามเศรษฐกิจ และตามแผนการพัฒนาโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์
ปัจจุบันภาคการก่อสร้างมีการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 2.3-2.8 ล้านคน ขึ้นอยู่กับฤดูกาล โดย 80% เป็นการจ้างแรงงานที่มีพื้นฐานความรู้ระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ในขณะที่แรงงานในระบบมีอายุสูงขึ้น และมีแนวโน้มการถ่ายโอนแรงงานกลับสู่ภาคการเกษตรมากขึ้น
ทางเลือกในการแก้ปัญหา คือ การพึ่งพาแรงงานจากต่างชาติ ที่ผ่านมาภาคก่อสร้างจะมีแรงงานต่างด้าวทำงานประมาณ 1.5 แสนคน เกือบทั้งหมดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งจากการสำรวจของสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พบว่าผู้ประกอบการยังขาดแคลนแรงงานเป็นอย่างมาก และต้องใช้แรงงานต่างด้าวไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน
นอกจากการปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นแล้ว ยังต้องเร่งพัฒนาบุคลากรร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมก่อสร้างทุกระดับ โดยเฉพาะช่างฝีมือและแรงงานกึ่งทักษะและแรงงานทั่วไป ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพราะจะเป็นปัญหาใหญ่กับภาคแรงงานในอนาคต ที่อาจจะทำให้ไม่สามารถก่อสร้างและส่งมอบงานได้ทัน
สถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย ประเมินว่าการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2556 มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของการก่อสร้างใหม่ของภาคเอกชน การปรับปรุงซ่อมแซมบ้านหลังจากผ่านอุทกภัยเมื่อปี 2554 และการเพิ่มงบลงทุนของภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และจะกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดอุทกภัย ส่วนใหญ่เป็นความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง และผู้ประกอบการยังวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ราคาวัสดุก่อสร้างปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัสดุประเภทหน้าต่าง ประตู บานหน้าต่างไม้สัก ประเภทระบบไฟฟ้า ท่อร้อยสายไฟฟ้า โทรศัพท์พีวีซี ประเภทงานดิน ถนน งานฐานราก เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้น 5-10% พร้อมกันนี้จากสภาวะตลาดที่ขยายต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นเช่นกัน
ผู้ประกอบการรายใหญ่พยายามเข้ามาทำตลาดในทุกพื้นที่ ทุกเซ็กเมนต์ รายที่เน้นคอนโดไฮเอนด์ก็ขยายลงมาทำตลาดระดับกลาง ส่วนรายที่ทำตลาดระดับกลางก็ขยายทำตลาดล่างมากขึ้น
นอกจากนี้ บางรายได้มีการจัดพอร์ตการลงทุนใหม่ โดยหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ เพื่อเก็บรายได้จากค่าเช่า และต้องการลดความเสี่ยงและความผันผวนของยอดรับรู้รายได้จากโครงการขาย
พัชรา ตัณฑยรรยง นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ในปี 2556 ธุรกิจรับสร้างบ้านจะต้องเผชิญกับต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งมีปัญหาหลักมาจากการขาดแคลนแรงงานภาคก่อสร้าง ที่เป็นแรงงานต่างด้าว ราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้น รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อ จะทำให้ต้นทุนราคาบ้านที่ปลูกสร้างในปีนี้ ขยับขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 48% ขณะที่งบประมาณในการก่อสร้างบ้านนั้นจะอยู่ที่หลังละ 35 ล้านบาท
“แรงงานฝีมือก็ขาดแคลน ขณะที่แรงงานต่างด้าวในภาคก่อสร้างนั้นยังไม่เพียงพอ และต้องปลดล็อกปัญหา โดยให้แรงงานสามารถเคลื่อนย้ายหรือสามารถทำงานข้ามเขตได้ ซึ่งได้มีการยื่นปัญหาไปยังกระทรวงแรงงานแล้ว คาดว่าการแก้ปัญหาคงจะชัดเจนในต้นปีนี้” พัชรา กล่าว
บุญลือ วงศ์พรเพ็ญภาพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม ดีเวลลอป มองว่าภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2556 นั้น จะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2555 โดยเฉพาะกลุ่มสร้างบ้านระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพราะชะลอตัวจากสาเหตุน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 และหลายรายต้องการดูสถานการณ์ในปี 2555 ว่าไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำ จึงคาดว่าในปี 2556 ลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มปลูกสร้างบ้านมากขึ้น แต่ผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง ยังทำให้เกิดปัญหางานก่อสร้างล่าช้าลง แม้ว่าจะเริ่มนำระบบก่อสร้างสำเร็จรูปมาใช้ แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าโครงการจัดสรร







