
เดอะเทรนเนอร์ "วรภัค ธันยาวงษ์" เวทีนี้เอ็มดีเป็นพี่เลี้ยง
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
หลังจากได้คนรุ่นใหม่ “วรภัค ธันยาวงษ์” เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย คนหนุ่มที่มีบุคลิกสมาร์ต ฉลาด และทำงานรวดเร็ว เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงสถาบันการเงินต่างประเทศ “เจพี มอร์แกน” และเป็นอดีตรองผู้จัดการใหญ่ ดูแลลูกค้าขนาดใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ มาวันนี้วรภัคพร้อมให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจธนาคารกึ่งรัฐกึ่งเอกชน ที่ว่ากันว่าต้องใช้วิทยายุทธ์เฉพาะตัวถึงจะบริหารงานในกรุงไทยได้อย่างฉลุย
เอ็มดีกรุงไทย ออกตัวก่อนทันที “สินเชื่อเป็นเรื่องอธิบายได้” หลังเจอคำถามถ้ามีสินเชื่อนโยบายจากฟากการเมืองจะทำอย่างไร เจ้าตัวพูดยิ้มๆ “ไม่ต้องห่วงกรุงไทยมีคนช่วยตรวจสอบเยอะ เราจะมาปู้ยี่ปู้ยำไม่ได้ ยกเว้นรู้เห็นเป็นใจ แต่ผมว่ายาก เพราะพนักงานไม่เอาแล้ว”
วรภัค ย้ำว่า การปล่อยกู้ของธนาคารต้องอยู่บนหลัก 1.นำเงินไปใช้ทำอะไร และ 2.จะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยด้วยวิธีใด แหล่งเงินมาจากไหน ทั้งแหล่งเงินหลักและแหล่งเงินสำรอง เมื่อตอบได้ชัดก็ถือว่าผ่าน
“สินเชื่อทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการ ผมอยู่ที่นี่มา 2 เดือน ไม่มีเรื่องหนักใจ ทุกอย่างสามารถอธิบายได้ว่า ทำได้ หรือทำไม่ได้ ถ้าอธิบายว่าทำไม่ได้ ก็ต้องไม่ได้ แต่ต้องมีเหตุผลว่าไม่ได้เพราะอะไร และกระบวนการสินเชื่อผมตั้งใจจะทำให้สั้น กระชับขึ้น แต่ต้องแม่นยำ” วรภัค กล่าว
สำหรับการทำงานในกรุงไทยในฐานะเอ็มดีธนาคารกึ่งรัฐกึ่งเอกชน มีสิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อธนาคาร หากเขาคนนี้สามารถทำได้จริง
วรภัค เปิดเผยว่า มีแผนจะสวมหมวกเป็นครูใหญ่สอนงานด้านสินเชื่อให้เทรนเนอร์ประมาณกว่า 10 คน เพื่อให้เทรนเนอร์ไปสอนงานต่อกับพนักงานที่อยู่ในฝ่ายอาร์เอ็ม หรือพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลลูกค้าที่มีอยู่ประมาณกว่า 100 คน จะได้เห็นว่าอาร์เอ็มที่เก่งต้องทำอย่างไร
การกระโจนลงมาคลุกกับพนักงานด้วยตัวเอง วรภัค ให้เหตุผลว่า เพราะเป็นคนที่เติบโตมาจากสายสินเชื่อ จึงอยากสอนงานให้กับพนักงานได้รู้จักวิธีการขายแบบไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาขาย คือ การให้ไอเดียและให้โซลูชันกับลูกค้า อาร์เอ็มไม่ได้ทำหน้าที่คุยเรื่องดินฟ้าอากาศกับลูกค้า แต่ต้องคุยเรื่องการระดมทุน การให้ความช่วยเหลือลูกค้า โดยแบ่งการฝึกอาร์เอ็มออกเป็น 3 เฟส เฟสแรก ให้อาร์เอ็มรู้สึกว่าตัวเองเป็นซีอีโอ เฟสที่สอง อาร์เอ็มควรคิดและทำแบบซีอีโอ และเฟสที่สาม อาร์เอ็มต้องคิดและทำแบบเจ้าของ ซึ่งระหว่างนี้จะมีการจัดโครงการประกวดการทำเคสลูกค้าสำหรับพนักงานฝ่ายอาร์เอ็ม โดยมีรางวัลมอบให้ หากพนักงานรับแนวคิดนี้ได้ ก็จะทำงานสนุกมากขึ้น
วรภัค ยอมรับว่า สหภาพธนาคารกรุงไทยได้ขอพบเป็นเวลา 5 ชั่วโมง เพราะรู้สึกกดดันเรื่องการขาย พนักงานรู้สึกไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นนายแบงก์ แต่ก็ได้อธิบายว่า ที่ผ่านมาตัวเองก็ทำหน้าที่ขายของมาตลอด เพียงแต่ขายสิ่งที่เป็นโซลูชันให้กับลูกค้า ทำให้ที่ผ่านมาการขายของตัวเองเป็นไปด้วยความสนุก ซึ่งก็อยากให้พนักงานกรุงไทยเป็นอย่างนี้ เพราะรูปแบบการระดมทุนของลูกค้าธนาคารไทยส่วนใหญ่จะเน้นเงินกู้เป็นหลัก แต่ต่อไปลูกค้าที่มีศักยภาพจะเปลี่ยนรูปแบบการระดมทุน หันมาออกตราสาร หุ้นกู้ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งลูกค้าบางรายหากมีเงินทุนแข็งแกร่ง ก็อาจมีนโยบายเข้าซื้อกิจการเพื่อต่อยอดธุรกิจ ฉะนั้นเมื่อความต้องการลูกค้าเปลี่ยน ธนาคารก็ต้องพร้อมปรับตัวให้ทันความต้องการลูกค้า
“ผมยืนยันว่า ผมเอาลูกค้าเป็นหลัก ไม่ได้เอาโมเดลธนาคารต่างประเทศมาเป็นหลัก อาร์เอ็มที่ดูแลลูกค้ารายใหญ่ต้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่สินเชื่ออย่างเดียว แต่ต้องเป็นที่ปรึกษาก็ได้ ให้คิดและทำบริษัทก็ได้ สมมติให้ดูดีลบริษัท บ้านปู อาร์เอ็มก็ต้องคิดว่าจะช่วยบริหารจัดการอย่างไร และจะบริหารความเสี่ยงตรงนี้อย่างไร ผมต้องการให้เจ้าหน้าที่กรุงไทยสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างครบเครื่อง ช่วยคิด ช่วยนำเสนอไอเดีย ผมจึงอยากช่วยเทรนให้พนักงานในปีนี้ ส่วนปีต่อไปก็ต้องจัดการกันเอง” วรภัค กล่าวย้ำ
วรภัค เล่าว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ทำให้เห็นว่าพนักงานกรุงไทยเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพ พนักงานส่วนใหญ่อยู่กับธนาคารมานานจะรู้สึกผูกพันกับธนาคาร อย่างพนักงานด้านไอที ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีคนเก่งอยู่มาก ฉะนั้นหน้าที่ของเอ็มดี คือ ต้องผลักดันบุคลากร และสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร ซึ่งจะทำให้ธนาคารมีความมั่นคง
เอ็มดีกรุงไทย กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นในช่วง 4 ปีในตำแหน่งจากนี้ คือ 1.ลดงานในสาขาลง พนักงานให้ความสำคัญเรื่องการบริการ ส่วนการพิจารณาความเสี่ยงเป็นเรื่องของระบบและการวัดความเสี่ยงโดยระบบเรตติ้ง 2.การประเมินผลงานพนักงานต้องวัดจากผลงาน และ 3.เน้นสร้างรายได้มากกว่าลดรายจ่าย ยกเว้นสิ่งที่เป็นไขมันส่วนเกินต้องกำจัด เพราะการเป็นธนาคารพาณิชย์ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ที่สุดก็ต้องมีหน้าที่แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปด้วย
“สิ่งที่ผมพยายามผลักดัน คือ ความมั่นคง คน และการบริหารความเสี่ยง เมื่อแบงก์แข็ง คนแข็ง ที่เหลือก็ง่ายขึ้นเยอะ” วรภัค ให้คำจำกัดความ
และด้วยบุคลิกเป็นคนที่ชอบใช้เทคโนโลยี เขาเปรียบสิ่งที่อยากเห็นเมื่อลูกค้าเดินเข้าไปในสาขาของธนาคาร คือ ภาพลักษณ์ที่เชิญชวนให้ใช้บริการ เหมือนบริษัท แอปเปิล ผู้ผลิตสินค้าไอทีแบรนด์ดังจากสหรัฐ เมื่อลูกค้าเข้าสาขาแอปเปิลที่ใดในโลก ก็ได้รับการให้บริการเหมือนกัน คือ ไม่ถึง 10 นาที พนักงานจะเข้ามาพบปะพูดคุยพร้อมให้บริการด้วยความเป็นมิตร
“ผมเชื่อว่าโลกเปลี่ยนไปเพราะไอทีเปลี่ยนชีวิตของเรา และผมก็ใช้ไอทีปรับปรุงระบบงาน”
ส่วนการดำเนินงานของธนาคารปีนี้ วรภัค ตั้งเป้าหมายขยายสินเชื่อ 1.5 เท่าของจีดีพี โดยมีการคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 4.5-5.5% ปรับลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อีก 10-15% จากเอ็นพีแอลสุทธิในปัจจุบันอยู่ที่ 1.8% และบริหารอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ไม่ต่ำกว่า 15%
หากทำได้ตามแผนที่วางไว้ จะเป็นการพลิกโฉมกรุงไทยครั้งใหญ่ แต่อาจต้องใช้พลังและเวลาพอสมควร







