
2556 เศรษฐกิจไทยรุ่ง
สรุปข่าวการเงินในรอบสัปดาห์แรกของปีมะเส็ง 2556 ประเดิมด้วยการพยากรณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจโดย
สรุปข่าวการเงินในรอบสัปดาห์แรกของปีมะเส็ง 2556 ประเดิมด้วยการพยากรณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจโดย
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มั่นใจเศรษฐกิจไทยปี 2556 ที่ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ว่า มั่นใจอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยในปี 2556 ขยายตัวได้ที่ 56% โดยเชื่อว่ามีปัจจัยบวกจากกำลังซื้อของภาคประชาชน โดยเฉพาะในไตรมาส 34 การลงทุนของภาคเอกชน การส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 9% นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะลงทุนในปีนี้เพิ่มเข้ามา ซึ่งอยู่ระหว่างรอเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ถึง 5.5% ได้่
พม่ารื้อสัญญาโครงการทวาย
อ้าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ทำงานช้า เปลี่ยนตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ ซึ่งรัฐบาลเมียนมาร์ต้องการปรับเปลี่ยน Framework Agreement โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก โดยเปลี่ยนคู่สัญญาจากบริษัท อิตาเลียนไทยฯ เป็นบริษัท โฮลดิง คอมปานี เนื่องจากเห็นว่าบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ทำงานช้า ไม่สามารถระดมทุนได้ จึงอยากแก้ไขสัญญาตรงนี้ และเป็นสิทธิที่รัฐบาลเมียนมาร์สามารถทำได้
ทั้งนี้ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระยะเริ่มต้นของทวาย คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2.7 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนในเขตประเทศเมียนมาร์ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งเมียนมาร์จะลงทุนประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ลงทุน 1 แสนล้านบาท ซึ่งต้องหาพันธมิตรมาร่วมลงทุนด้วย
ปิดฉากโครงการรถคันแรก
สมณีย์ มงคลโภชน์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงยอดใช้สิทธิโครงการ “รถคันแรก” อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 1.25 ล้านคัน เป็นเงินที่ต้องจ่ายคืน 9.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นการทยอยจ่ายหลังจากที่ผู้ใช้สิทธิได้ครอบครองรถไปแล้ว 1 ปี หลังจากนี้กรมสรรพสามิตจะเข้มงวดกับผู้ที่ใช้สิทธิรถคันแรก โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเงินคืนไปแล้วว่าทำตามเงื่อนไข คือ ต้องถือครองรถเป็นเวลา 5 ปีหรือไม่ หากถือครองไม่ถึงตามกำหนดที่ระบุไว้ในเงื่อนไขโดยเปลี่ยนมือก่อน กรมสรรพสามิตจะดำเนินการยึดเงินคืนทันที
เงินทุนไทยไหลออกพรวด 11 เดือน ไปแล้ว 5.5 แสนล้านบาท
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานสถานการณ์การนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศในปี 2555 ว่า ในช่วง 11 เดือนแรก (ม.ค.พ.ย. 2555) มีเงินลงทุนของคนไทยไปลงทุนในการลงทุนโดยตรง ซื้อกิจการ ย้ายฐานการผลิต และลงทุนในหลักทรัพย์ ทั้งกองทุนหุ้นและตราสารหนี้รวมกันสูงถึง 18,363 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 550,890 ล้านบาท (30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) สูงกว่ายอดการออกไปลงทุนของธุรกิจไทยในปี 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเม็ดเงินออกไปลงทุน 8,467 ล้านบาท หรือ 254,010 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 296,880 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 116% ทั้งนี้เป็นการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของธุรกิจไทย10,576 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 317,280 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในหลักทรัพย์ของไทย ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในประเทศ 11 เดือนของปีที่ผ่านมา เป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น 7,787 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 233,610 ล้านบาท
ตลาดหุ้นสดใส
สัปดาห์แรกของปี 2556 ยังคงสดใสต่อเนื่อง ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,416.66 จุด สูงสุดในรอบ 17 ปี 5 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2538 ซึ่งดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,422 จุด ขณะที่มูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.04 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในปี 2518
นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มูลค่ามาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นสูงกว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 11 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและการระดมทุนที่สำคัญของประเทศ ต่างจากในอดีตที่พึ่งพิงการระดมทุนผ่านธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก
ด้านราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก
โดยเฉพาะวันศุกร์ที่ 4 ม.ค. ราคาทองคำในประเทศถูกปรับลดลงถึง 8 ครั้ง รวมบาทละ 500 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 2.37 หมื่นบาท และขายออก 23,850 บาท ขณะที่ราคาทองในต่างประเทศลดลงถึง 52.60 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ มาซื้อขายบริเวณ 1,636.2 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยเหตุผลหลักที่ทำให้นักลงทุนเทขายทองคำออกมา เป็นเพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าอาจยุติโครงการซื้อพันธบัตร (คิวอี) ในปีนี้ ทำให้นักลงทุนหันไปตุนเงินเหรียญสหรัฐ จนฉุดค่าเงินเอเชียรวมถึงค่าเงินบาทให้อ่อนตัวลง กดดันให้นักลงทุนเทขายทองคำออกมา







